วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เราต้องการครูที่เป็นคนดี หรือ มีความเป็นวิชาการ



ครู.....ความหมายในทางศาสนาหมายเอา “คนที่ควรคบเป็นมิตร หรือ กัลยาณมิตร” พึงสังเกตว่า ไม่ได้เจาะจงอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอาชีพสอนเหมือนในความเข้าใจตามบริบทของสังคมไทย เพราะทางพุทธศาสนาไม่มีระบบหรือคำสอนใดที่จะผูกขาดว่า คนเป็นครูจะต้องเป็นคนดี และต้องได้รับการยกย่อง(ทำให้หนัก ตามความหมายของ ครุ) อยู่เสมอ แต่ให้ดูถึงคุณสมบัติหรือความประพฤติของแต่ละคนเอง เมื่อเห็นว่าใครมีคุณสมบัติดี (ที่จะกล่าวถึงด้านล่าง) ก็ให้เอาพฤติกรรมนั้นเป็นแบบอย่าง และเข้าไปศึกษาหาความรู้กับท่าน

อีกอย่างหนึ่ง พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เชื่ออะไรอย่างงมงาย ดังปรากฎใน เกสปุตตสูตร ว่า....” อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะเห็นว่า ผู้พูดเป็นครูของเรา” อันนี้ยังรวมถึงพระพุทธเจ้าเองที่เป็นศาสดาในการสอนธรรมะ เพราะการใช้ศรัทธานำหน้า ทำให้คนขาดสติ ปัญญาในการคิดไตร่ตรองให้รอบด้านเสียก่อน อีกอย่างหนึ่ง ต่อให้ครูที่เป็นพูดความจริง การเชื่อของศิษย์ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองเสียก่อน จะทำให้ศิษย์ไม่เจริญเติบโตทางปัญญา ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ด้วยตนเอง มีปัญหาอะไรก็ต้องกลับไปถามครูอยู่ทุกครั้ง ศาสนาพุทธจึงเน้นให้คนพัฒนาความสามารถของตนเอง เติบโตทางสติปัญญาให้เต็มที่ (เชื่อว่า มนุษย์สามารถบรรลุธรรมได้ โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง โดยไม่หวังพึ่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากใคร) โดยไม่ต้องไปพึ่ง/ยึดอยู่กับใครคนหนึ่งรวมถึงพระพุทธเจ้าเอง พระองค์เปรียบตัวเองเหมือนเพื่อนหรือ กัลยาณมิตร ที่คอยแนะนำ ตักเตือน หรือสอนให้เราพัฒนาตนเองในเบื้องต้น เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้และเป็นที่พึ่งให้กับคนรุ่นต่อไป(ในการแนะนำให้เขามีปัญญา)ได้ในที่สุด มิใช่ประสงค์ให้เรากราบเท้า สมาทานเอาพระองค์เป็นสรณะไปตลอดชีวิตจนไม่ได้พัฒนาปัญญาขึ้นมาได้เลย.... เรื่องนี้ชาวพุทธที่คิดว่า ศาสนาพุทธเหมือนกับศาสนาอื่นๆ (ต้องเคารพเชื่อฟังศาสดาตนเองอย่างศรัทธาไม่หวั่นไหว) ต้องเตือนตนเองให้ดี เพราะความเชื่อเช่นนั้น ผิดหลักการของพุทธศาสนาฯ

 โดยอังคุตตระนิกาย สัตตกะนิบาต ๓๔ สตฺตหิ   ภิกฺขเว   ธมฺเมหิ   สมนฺนาคโต   ภิกฺขุ  มิตฺโต เสวิตพฺโพ   ภชิตพฺโพ   ปยิรุปาสิตพฺโพ  อปิ  ปนุชฺชมาเนนปิ  ฯ  กตเมหิ สตฺตหิ   ปิโย   จ   โหติ   มนาโป  จ  ครุ  จ  ภาวนีโย  จ  วตฺตา จ   วจนกฺขโม   จ   คมฺภีรญฺจ   กถํ  กตฺตา  โหติ  โน  จ  อฏฺฐาเน นิโยเชติ  ฯ  อิเมหิ  โข  ภิกฺขเว  สตฺตหิ  ธมฺเมหิ  สมนฺนาคโต  ภิกฺขุ มิตฺโต เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ อปิ ปนุชฺชมาเนนปีติ ฯ   

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการควรเสพ ควรคบเป็นมิตรควรเข้าไปนั่งใกล้(เพื่อฟังคำสอน) แม้ถูกขับไล่ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ
๑. ภิกษุเป็นที่น่ารักใคร่พอใจ (เห็นแล้วอยากเข้าไปหา)
๒. เป็นที่เคารพ  (มีความประพฤติสมควรแก่การทำหน้าที่นั้นๆ)
๓. เป็นผู้ควรสรรเสริญ (มีความสามารถ หมั่นหาความรู้อยู่เสมอ)
๔. เป็นผู้ฉลาดในการพูด (รู้ว่าควรพูดอะไร ในเวลาไหน และ ไม่เบื่อที่จะอธิบายอีก)
๕. เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ (แม้ถูกซักถาม วิพากษ์วิจารณ์ก็เปิดใจรับฟังเหตุผลได้)
๖. พูดถ้อยคำที่ยากให้ง่ายได้ (มิใช่สอนเรื่องง่าย ให้เข้าใจยาก???)
๗. ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี (ชี้แนะให้ผู้อื่นรู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ควรเสพ ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่ ฯ

ครู...อยู่ในความหมายของข้อที่ ๒ คือเป็นที่น่าเคารพ เพราะทำหน้าที่ของตนได้ดี ข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวถึงหน้าที่อีก เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่อยากเพิ่มเติมเรื่องการสอนสักเล็กน้อย สิ่งที่เคยประสพมาคือ เราจะไม่ค่อยพบเจอครูที่มีคุณสมบัติในเรื่องการสอนที่ได้มาตรฐานจริงๆ (คุณสมบัติเรื่องอื่นอาจพอหาได้บ้าง เช่น กิริยามารยาทเรียบร้อย แต่งกายเหมาะสม รักลูกศิษย์เหมือนลูกตัวเอง มีความจริงใจ) สิ่งที่อยากเห็นมากกว่านั้นคือ ครูที่มีความรู้ในเรื่องที่สอนกระจ่างชัดจริงๆ จนสามารถอธิบายเรื่องที่ยากให้ง่ายได้ ยกตัวอย่างเรื่องการเรียนวิทยาศาสตร์ ตอนเรียนมัธยมข้าพเจ้ารู้สึกยากมาก ไม่เข้าใจ มองไม่เห็นหลักการโดยรวม ไม่ทราบแม้แต่จุดประสงค์ของการเรียน แต่พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนเป็นนักวิทยาศาสตร์แนวหน้าของไทย สามารถพูดและอธิบายทุกอย่างให้ง่ายได้ แม้แต่นักศึกษาที่ไม่มีพื้น(ไม่ได้จบสายวิทย์มา) ยังเข้าใจบทเรียนได้ และเห็นเป็นเรื่องน่าสนุกฯ นี่เป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถาม ว่าทำไมครูมัธยมไม่สามารถทำเช่นนี้ได้???? (ซึ่งอาจารย์ท่านบอกว่า.... คนที่ไม่สามารถสอนให้ง่ายได้ คือคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องนั้นลึกจริงๆ หรือ คนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก จนคนอื่นไม่เข้าใจ แท้จริงแล้ว เขานั่นแหละที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษโดยรอบด้าน และไม่เข้าใจแม้เป้าหมายของการสื่อสาร... แต่อันนี้เป็นเพียงความเห็นของอาจารย์ท่านนะครับ ข้าพเจ้าไม่ขออกความเห็น อิอิ)

สิ่งที่เราไม่ค่อยเจอจากครูอาจารย์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากเรื่องความรู้ที่ครูชำนาญจริงๆแล้ว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมี ไม่สามารถลงลึกได้) ยังเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ที่ไม่สามารถปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความใฝ่ฝันที่จะทำประโยชน์ให้ส่วนรวมได้ เช่น
สอนให้เป็นหมอ....แต่น้อยคน ที่คิดว่าจะหาความรู้ไปช่วยเหลือผู้อื่น มากกว่าการหาเงินสร้างฐานะให้ตนเอง....ซึ่งคนที่มีเจตนาบริสุทธิ์จริงๆคงจะมี แต่ปัจจุบันนี้ เขาก็จะถูกมองเป็นคนบ้า อิอิ

สอนให้รู้เรื่องการเมือง การปกครอง (เรียนรัฐศาสตร์) แต่น้อยคนที่จะเข้าใจเรื่องการปกครองจริงๆ ต่อให้เข้าใจมาแล้ว ก็มีน้อยคนอีก ที่จะมีอุดมคติ ยืนอยู่กับความถูกต้อง กล้าชี้ถูกผิดโดยไม่มีอคติ ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการจับกลุ่มกันแสวงหาอำนาจ กรณีที่เป็นครูสอน ก็กล้าตั้งคำถามให้นักเรียนพิจารณาถึงความยุติธรรม เสรีภาพ การถูกกดขี่ฯลฯ โดยมากก็สอนไปตามระบบ ที่สุดแล้วมีคนจบรัฐศาสตร์เต็มไปหมด แต่ไม่มีคนมองปัญหาบ้านเมืองออกฯ

เพื่อไม่เป็นอคติ...ขอยกตัวอย่าง การสอนให้เป็นพระ เป็นคนดี ในทางพุทธศาสนา นี่ก็เป็นองค์กรหนึ่ง ที่มีครู ส่วนใหญ่พระสงฆ์รับหน้าที่เป็นผู้สอนเอง ครู....ในองค์กรนี้แม้จะเป็นทายาทโดยตรงกับพุทธศาสนา ที่สอนให้คนพัฒนาปัญญา แต่ขบวนการสอน(แม้ในมหาวิทยาลัย) ก็ยังเป็นระบบศรัทธา สอนเพื่อให้คนเชื่อ พูดอย่างไรเพื่อให้โน้มน้าวใจคนได้มากที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงและลาภยศ มีครูอาจารย์น้อยคนมาก ที่จะสอนพุทธศาสนาไปในทางวิชาการ คือ สอนให้คนคิดเป็น กล้าตั้งคำถาม และหาคำตอบโดยมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น เรามีการสอนพุทธศาสนามาหลายปี  เน้นเรื่องอริยสัจ ๔ ศีล ๕ ฯลฯ แต่ยังไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามเลยว่า การหาเงินสร้างวัดเป็นเรื่องถูกต้องสมควรหรือไม่ การที่หมดดูบอกว่าชีวิตตกต่ำแล้วต้องมาบวช ขัดกับหลักการพึ่งตนเองหรือไม่  หรือให้ลึกไปกว่านั้น การจะเป็นชาวพุทธได้ต้องเชื่อพระไตรปิฎกหรือพุทธวจนะเท่านั้น เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ตามหลักการพัฒนาปัญญา? ฯลฯ การไม่ยอมสอนเรื่องที่ใกล้ตัวเหล่านี้ “ส่งผลให้ตัวความรู้ และ คนที่ศึกษาเล่าเรียนแยกออกจากกัน” ไม่สามารถแม้แต่จะคิดตั้งคำถามสิ่งที่ตนได้ประสพอยู่ต่อหน้าได้ (เช่น ซื้อรถแล้วเอาไปเจิม แม้ผู้สอนเองที่เป็นพระ ก็ทำหน้าที่เจิมโดยไม่คำนึงว่า ตนเองสอนเรื่องอะไรไปฯ)

ฉะนั้น ครูที่เรา(น่าจะ) ต้องการมากที่สุดในสมัยใหม่ หรือ ปัจจุบันนี้ คือ คนที่สามารถเปิดใจ มีอุดมการณ์ มีความเป็นวิชาการที่เพียงพอ มุ่งสอนให้ผู้เรียนเติบโตทางปัญญา มากกว่าสอนให้เขาเชื่อ เพื่อสืบทอดระบบความรู้นั้นต่อไปอีก และการสอนในทางวิชาการจะเป็นไปไม่ได้เลย หากเราไม่มีครูที่มีความรู้จริงๆ สามารถให้ข้อมูลเราทั้งสองด้าน ชักชวนให้เราคิดแยกแยะ รู้จักการวิพากษ์วิจารณ์ฯลฯ  ข้าพเจ้าอยากเห็นครูที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ให้มากครับ ไม่จำเป็นต้องไปอ้างเรื่องคุณธรรม เพราะเป็นสิ่งมองไม่เห็น และหากนำมาอ้างกันจริงๆ คนดีที่สุดก็น่าจะเป็นพระอีก อิอิอิ นั่นคือ ครูจะมีคุณธรรม เป็นคนดีหรือไม่ยังไม่สำคัญครับ แต่ขอให้สอนด้วยอุดมการณ์ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดปัญญาจริงๆ เมื่อทำได้เช่นนั้น ต่อให้ครูสูบบุหรี่ แต่เด็กเขาจะเลือกและตัดสินใจเองได้ ดีกว่าการมาเน้นเรื่องคุณธรรม(ที่อยู่ที่ไหนไม่รู้???) มองข้ามด้านปัญญาในทางวิชาการ ต่อให้ครูมีพฤติกรรมดี แต่ก็รับรองไม่ได้ว่าเด็กจะไม่สูบบุหรี่ หรือ หนีเรียนฯ ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธคุณธรรมนะครับ เพียงแต่เห็นว่า เราควรแก้ปัญหาโดยอาศัยสิ่งที่เป็นรูปธรรม ส่วน คุณธรรม ยิ่งมีมากยิ่งดีฯ เพราะสิ่งที่พูดมาก็มิได้ขัดกับหลักพุทธศาสนาอยู่แล้ว นั่นคือ เราไม่ได้สอนให้เชื่อครู มีพฤติกรรมตามครู แต่การสอนมุ่งเพื่อให้เราเติบโตทางสติปัญญา เอาครูเป็นเหมือนมิตรที่คอยชี้ทาง ให้ความรู้เพียงเท่านั้น ถ้าเรายอมเปิดใจยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้ ไม่หลอกตัวเองโดยมองครู และพระเป็นเทวดาที่ต้องกราบเท้า หรือ ยึดเป็นสรณะเรื่องไป พฤติกรรมท่านจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีผลต่อเราอยู่แล้ว เพราะเราหวังเพียงอย่างเดียว คือ อาศัยท่าน ช่วยให้เราเป็นคนฉลาด มีเหตุมีผล เพื่อตัดสินใจ/พึ่งตนเองได้ฯ

กัลยาณมิตร ในทัศนะพระอานนท์และพระพุทธเจ้า



เรื่องความสำคัญของกัลยาณมิตรในพุทธศาสนา หลายคนคงคุ้นกับพระสูตรนี้แล้ว เพียงแต่อยากให้อ่านใหม่แบบใช้วิจารณญาณดีๆนะครับ กระผมจะลองตัดชื่อผู้พูดประโยคนั้นๆออก เพื่อให้เราอ่านด้วยความเป็นกลาง (เพราะหากเห็นชื่อ อคติที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆจะทำให้เราเข้าข้างเพราะรัก หรือ ไม่เห็นด้วยเพราะเกลียดชังได้) เป็นบทสนทนาของพระ ๒ ท่าน ขอแทนท่านหนึ่งด้วยอักษร A และอีกท่านเป็น B ครับ


สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๓๘๒ ครั้งนั้น A  เข้าไปหา B แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง

ภิกษุ A กล่าวว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี “เป็นคุณกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์” (หมายถึง การมีเพื่อนดี เป็นครึ่งหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงจุดสูงสุดของพุทธศาสนา/มีปัญญาละกิเลสได้หมด)

ภิกษุ B ได้กล่าวว่า เธออย่ากล่าวอย่างนั้น  ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้ “เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ทีเดียว”

ขออธิบายสั้นๆก่อนว่า A เห็นว่าการบรรลุธรรมจะเกิดได้ ต้องอาศัย ๒ ส่วน คือ มีเพื่อนดีคอยชี้ทาง (ได้ไปครึ่งหนึ่ง หรือ ๕๐ เปอร์เซน) และอีก ๕๐ ที่เหลือ อยู่ที่เราจะใช้ปัญญาพิจารณาและนำไปปฏิบัติด้วยกำลังของเราเอง ข้อนี้ใครก็ทำแทนไม่ได้ กัลยาณมิตรก็เป็นเพียงผู้คอนแนะนำเท่านั้น..............เราเห็นว่า ท่าน A พูดถูกหรือผิด?

ส่วน B ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของ A บอกว่า แค่มีเพื่อนดี(กัลยาณมิตร) ก็เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์เลย (สกลเมว....บาลี) คำกล่าวตรงนี้ ถ้าเอาอีกพระสูตรหนึ่งมาจับ ก็จะเห็นความไม่ลงรอยกันคือ

อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ข้อ ๓๗๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การโฆษณาแต่บุคคลอื่น (การรับฟังมาจากผู้อื่น...ปรโตโฆษะ) ๑และโยนิโสมนสิการ  (การพิจารณาโดยแยบคายด้วยตัวเราเอง) ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิ ๒ อย่างนี้แล ฯ

มาถึงตรงนี้พอจะเห็นได้ชัดขึ้นว่า ใครพูดตรงกับความเป็นจริงมากกว่ากัน ซึ่ง A เป็นสัญลักษณ์แทนพระอานนท์ (Ananda) และ B แทนพระพุทธเจ้า(Buddha)

ที่พระอานนท์พูดก็ไม่ได้ผิดและยังตรงกับพระสูตรที่ยกมาเพิ่มเติมด้วยซ้ำ ส่วนจะว่า พระพุทธเจ้าผิดก็ยังไม่ได้ เพราะพระองค์ยังอธิบายเหตุผลต่อว่า “ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี จักเจริญอริยมรรคมีองค์แปด จักกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้ ฯ” นั่นหมายถึง พระองค์บอกว่า เมื่อได้มิตรดี จะเป็นเหตุให้ดำเนินตามมรรคมีองค์แปดได้ฯ

ทั้งสองไม่มีใครพูดผิดเลย เพียงแต่พูดกันคนละประเด็น พระอานนท์พูดในแง่ที่มองเหตุปัจจัยเป็น ๒ ส่วน คือ ปัจจัยภายนอก(สภาพแวดล้อม) และปัจจัยภายใน(การปฏิบัติของตัวเราเอง) ซึ่งการพูดอย่างนี้ก็ตรงกับความเป็นจริง และพระพุทธเจ้าเองก็เคยสอน ส่วนพระพุทธเจ้า ถ้าดูที่พระองค์ตรัสก็ไม่ได้ต่างไปจากพระอานนท์เลย คือเริ่มจากการมีคนแนะนำในทางที่ดี และนำไปสู่การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘  แต่พระองค์ก็ยังปฏิเสธสิ่งที่พระอานนท์พูด(เมื่อปฏิเสธเสร็จก็พูดเหมือนกับพระอานนท์?) อาจมองได้ว่า พระองค์ทราบดีอยู่แล้วว่าการจะพ้นทุกข์ได้ก็หนีไม่พ้นการปฏิบัติ(หรือ โยนิโสมนสิการ)ด้วยตนเอง เมื่อเป็นที่รู้กันก็ไม่จำเป็นต้องเน้นอีก จึงมาเน้นปัจจัยตัวแรก คือ การมีมิตรดีแบบเต็มร้อยไปเลย เพราะอย่างไรเสีย เมื่อมีมิตรดี การจะดำเนินไปสู่มรรคมีองค์แปดก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ(มีมิตรดีเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์).... อันนี้กระผมคิดและอธิบายเองนะครับ อาจผิดพลาด แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ยังตั้งคำถามได้อีกว่า คนที่มีมิตรดีแล้ว ชีวิตเขาจะพุ่งไปสู่อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยอัตโนมัติทุกคนหรือไม่? การกล่าวเช่นนี้กับการแยกให้เห็นปัจจัยทั้งสองตัวให้ชัดเหมือนพระอานนท์อันไหนจะรอบคอบ หรือ ถูกต้องมากกว่า?

กระผมไม่ได้ชวนให้เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้านะครับ เพราะฐานะที่เป็นชาวพุทธ เราไม่ควรเชื่อใครง่ายอยู่แล้ว(กาลามสูตร) ทุกอย่างต้องสอดรับกับความเป็นจริงและมีเหตุผลก่อนเสมอ และตัวพระสูตรนี้ “หากพูดตามนักปฏิบัติก็ต้องบอกว่า ไม่มีปัญหาอะไรเลย” เพราะพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า การพ้นทุกข์ อยู่ที่เจริญมรรคมีองค์แปด .... จึงไม่ได้ขัดกับหลักพุทธศาสนา

เพียงแต่เคยเห็นว่า หลายคนที่เชื่อพระพุทธเจ้าแบบสุดใจ เคยเอาพระสูตรนี้มาโจมตีพระอานนท์ และสาวก ว่าไม่มีความสามารถ เข้าใจหลักธรรมคลาดเคลื่อน จนพระพุทธเจ้าต้องปฏิเสธและสอนใหม่ฯลฯ ซึ่งหากเราอ่านพระสูตรนี้ให้กระจ่างก็จะไม่เห็นความขัดแย้ง(ในแง่สาระธรรม)ของทั้ง ๒ ท่านเลย เพียงแต่เหมือนจะเน้นให้เราเชื่อคนมากกว่ามองสาระของความจริง นั่นคือ คำพูดนั้นมาจากไหน ใครเป็นคนพูดฯ ซึ่งก็เห็นชัดว่า การที่เราเชื่อเช่นนั้น จะทำให้เรามองคนอื่น(ที่ไม่ใช่ศาสดาเรา) ผิดเสมอ......ลองพิจารณาดูและแสดงความเห็นได้นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พิจารณาร่างกายเป็นไตรลักษณ์ ตามวิสุทธมรรค




พิจารณาร่างกายเพื่อเห็นความไม่หลง/ยึดติด ตามลักษณะไตรลักษณ์ จากคัมภีร์ “วิสุทธิมรรค”(พระพุทธโฆษาจารย์)...สำนวนการเขียนและการแปลอาจดูแปลกไปหน่อย แต่ก็ยังพออ่านได้อรรถรส และใช้เป็นแนวทางที่ดีได้สำหรับการศึกษาและปฏิบัติฯ

ติลัก์ขณํ อาโรเปตวา พระโยคาพจรเจ้านั้นจึงยกปัญญาขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ พิจารณาสังขารธรรมทั้งหลายนั้น ด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ กำหนดกฎหมายโดยอาการเป็นอันมาก ในพิธี(วิธี)ที่พิจารณาอนิจจลักษณนั้น พิจารณาโดยอาการเป็นอาทิ คือ
อนิจ์จัน์ติกโต พิจารณาโดยอาการอันบมิได้เที่ยงนั้นประการ ๑
ตาวกาลิกโต พิจารณาโดยอาการเหมือนด้วยของยืมเขามาประการ ๑
อุป์ปาทวยปริจ์ฉิน์นโต พิจารณาโดยกำหนดซึ่งกิริยาอันบังเกิดแล้วแลฉิบหายประการ ๑
ปโลกโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมนั้น มีสภาวขาดเด็จกระเด็นออกด้วยอำนาจพยาธิทุกข์ แลชราทุกข์ แลมรณทุกข์ประการ ๑
จลโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมนั้นไหวอยู่ด้วยพยาธิ แลชราแลมรณธรรมนั้นประการ ๑
ปภังคโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารนั้น บางคาบมีสภาวทำลายเองบางคาบทำลายด้วยความเพียรแห่งผู้อื่นประการ ๑
อธุวโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมบมิได้ตั้งอยู่เป็นนิจ ย่อมทอดทิ้งกลิ้งอยู่ในสถานประเทศต่าง ๆ ไม่มีที่กำหนดประการ ๑
วิปริณามธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมีสภาววิปริตแปรปรวนประการ ๑
อัส์สารกโต พิจารณาให้เห็น สังขารธรรมหาแก่นสารบมิได้ประการ ๑
วิภวโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมีแต่ความฉิบหายเป็นเบื้องน่าบมิได้พ้นจากความฉิบหายประการ ๑
สังขตโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมแล้วด้วยกุสลากุศลประชุมแต่งประการ ๑
มรณธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารมีแต่ความตายเป็นที่สุดประการ ๑

ให้พระโยคาพจรเจ้ายกปัญญาขึ้นสู่อนิจจลักษณพิจารณาด้วยอาการเป็นต้นดังนี้ในพิธีพิจารณาทุกขลักษณนั้น ให้พระโยคาพจรเจ้าพิจารณาด้วยอาการเป็นอาทิ คือ
อภิณ์หปฏิปีฬนโต พิจารณาโดยอาการอันทุกข์เบียดเบียนสังขารธรรมอยู่เนือง ๆ บมิรู้แล้วประการ ๑
ทุก์ขขมโต พิจารณาให้เห็นว่ากองทุกข์ทั้งปวงมีชาติทุกข์เป็นต้น ซึ่งครอบงำย่ำยีสังขารธรรมนั้นยากนักที่จะอดกลั้นทนทานได้ประการ ๑
ทุวัต์ถุโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมเป็นวัตถุอันชั่ว เป็นของชั่วยิ่งกว่าของทั้งปวงประการ ๑
โรคโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมเป็นโรคอยู่เป็นนิจ เป็นไข้อยู่เป็นนิจประการ ๑
คัณ์ฑโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมเป็นที่ไหลออกแห่งกิเลศแลอสุจิโสโครกต่าง ๆ เหมือนด้วยฝีปากเน่าที่แตกเป็นปุพโพโลหิตหวะเปื่อยออกไปนั้นประการ ๑
สัล์ลโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมเหมือนด้วยลูกปืนอันยอกเสียดเสียบแทง ยากนักที่จะชักจะถอนได้ประการ ๑
อฆโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนั้นประกอบด้วยลามกมากกว่ามากพ้นวิไสย เป็นที่ติฉินนินทาแห่งพระอริยเจ้า ๆ เกลียดอายเบื่อหน่ายประการ ๑
อาพาธโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมประกอบด้วยอาพาธเป็นนิจนิรันดร์ สิ่งใดที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ปราถนานั้น สังขารธรรมชักนำเอาสิ่งนั้นมาให้สิ่งนั้นบังเกิดขึ้นจนได้ พิจารณาดังนี้ประการ ๑
อีติโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมนั้นเป็นตัวจัญไร นำมาซึ่งความร้ายความฉิบหายเป็นอันมากประการ ๑
อุปัท์ทวโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมเป็นตัวอุปัททวะสิ่งที่ชั่วที่ไม่เคยพบนั้น สังขารธรรมขืนเอามาส่ำสมลงประการ ๑
ภยโต พิจารณาให้เห็น สังขารธรรมเป็นบ่อเกิดแห่งภัยทั้งปวงประการ ๑
อุปลัค์คโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมนี้คือตัวอันตรายติดตามย่ำยีบีฑาประการ ๑
อตาณโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมทั้งปวงนี้บมิอาจคุ้มครองรักษาสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งได้ประการ ๑
อเลณโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมปราศจากที่เร้นที่ซ่อน ถึงคราวจะป่วยจะไข้ ถึงคราวจะแก่จะตายแล้ว จะหาที่เร้นที่ซ่อนให้พ้นป่วยพ้นไข้ให้พ้นแก่พ้นตายนั้นหาไม่ได้เลยเป็นอันขาด พิจารณาดังนี้ประการ ๑
อสรณโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมมิอาจเป็นที่พึ่งคุ้มครองป้องกันชาติแลชราพยาธิแลมรณได้นั้นประการ ๑
อาทีนวโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมากไปด้วยโทษประการ ๑
อฆมูลโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมเป็นค้าเป็นมูลแห่งทุกข์ประการ ๑
วธกโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมีปรกติเบียดเบียนบีฑาเหมือนดังนายเพชฆาฏประการ ๑
สาสวโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมประกอบด้วยอาสวะกิเลศประการ ๑
มารามิส์สโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมเป็นเหยื่อแห่งมารประการ ๑
ชาติธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมอากูลมูลมองไปด้วยชาติทุกข์ประการ ๑
ชราธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมอาเกียรณ์ไปด้วยชราทุกข์ติดตามรัดรึงประการ ๑
พยาธิธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมากไปด้วยพยาธิทุกข์ครอบงำย่ำยีประการ ๑
มรณธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมีความมรณอันแตกดับทำลายเป็นที่สุด
โสกธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมประกอบไปด้วยโสกทุกข์คือ มากไปด้วยความเดือดร้อนระส่ำระสายประการ ๑
ปริเทวธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมากไปด้วยปริเทวทุกข์ คือร้องไห้ร่ำไรน้ำตาไหลนั้นประการ ๑
อุปายาสธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมากไปด้วยอุปายาสทุกข์ คือสอื้นอาไลยประการ ๑
สํกิเลสิกธัม์มโต พิจารณาให้เห็นว่าสังขารธรรมมากไปด้วยเศร้าด้วยหมองภายในแลภายนอกประการ ๑
ให้พระโยคาพจรเจ้ายกปัญญาขึ้นสู่ทุกขลักขณ พิจารณาด้วยอาการเป็นต้นดังนี้ นัยหนึ่งให้พระโยคาพจรพิจารณาโดยอสุภลักษณ อันบังเกิดเป็นบริวารแห่งทุกขลักขณนั้น ด้วยอาการเป็นอาทิ
         
อชัญ์ญโต คือ พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้จะได้เป็นที่ชอบเนื้อ เจริญใจแห่งนักปราชญ์ผู้เห็นโทษด้วยปัญญาจักษุนั้นหาบมิได้ประการ ๑
ทุค์คัน์ธโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้อากูลไปด้วยกลิ่นเหม็นกลิ่นเหน้าประการ ๑
เชคุจ์ฉโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้เป็นของพึงเกลียดอยู่เองเป็นปรกติธรรมดาประการ ๑
ปฏิกุลโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมโสโครกอยู่เองแล้ว ไม่หนำซ้ำพาเอาสิ่งของอื่น ๆ โสโครกไปด้วยประการ ๑
อมัณ์ฑนหตโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้ถ้าไม่ประดับแล้วก็ปราศจากงาม มีงามอันขจัดจากเพราะเหตุที่ไม่ประดับ เมื่อไม่ตกแต่งขัดเกลาไม่ประดับเครื่องประดับแล้ว อย่าว่าถึงจะงามแก่ปัญญาจักษุแห่งนักปราชญ์เลย แต่จะงามแก่ตาอันธพาลปุถุชนก็หางามไม่ พิจารณาให้เห็นดังนี้ประการ ๑
วิรูปโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้ไม่มีดีเลยแต่สักสิ่งสักอันพิจารณาให้เห็นแต่ล้วนไม่ดีอย่างนี้ประการ ๑
วิภัจ์ฉโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้พึงเกลียดตลอดภายในภายนอก พึงเกลียดทั้งพื้นต่ำแลพื้นบน พึงเกลียดแก่ตน พึงเกลียดแก่บุทคลผู้อื่น พิจารณาอย่างนี้ประการ ๑
ให้พระโยคาพจรยกปัญญาขึ้นพิจารณาอสุภลักษณ อันเป็นบริวารแห่งทุกขลักษณด้วยประการฉะนี้
         
ในพิธีพิจารณาอนัตตลักษณนั้น ให้พระโยคาพจรเจ้าพิจารณาด้วยอาการเป็นอาทิ คือ
ปรโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมมีสภาวปรวนแปรเป็นอื่น ไม่ยั่งไม่ยืนไม่มั่นไม่คงประการ ๑
ริต์ตโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมเป็นริตตธรรม เพราะเหตุเปล่าจากสภาวเที่ยงแท้แลงาม เปล่าจากสภาวเป็นศุขแลเป็นอาตมา บมิได้เหมือนดังใจที่จะกำหนดกฎหมายนั้นประการ ๑
ตุจ์ฉโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนั้นควรจะร้องเรียกชื่อว่าตุจฉธรรม เพราะเหตุว่าสังขารธรรมนี้ที่จะงามจะดีเป็นศุขอยู่นั้นน้อยนักน้อยหนาให้พิจารณาดังนี้ประการ ๑
สุญ์ญโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้เป็นเครื่องดับเครื่องสูญประการ ๑
อสามิกโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้หาเจ้าของบมิได้ เพราะเหตุประพฤติตามวิไสยแห่งตน ตามถนัดแห่งตน หาผู้จะบังคับบัญชาว่ากล่าวบมิได้ประการ ๑
อนิส์สรโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมนี้หาผู้จะเป็นใหญ่ขู่เข็นข่มขี่บมิได้เลยเป็นอันขาด ถึงท่านที่มีอาชญาอานุภาพปราบปรามปัจจามิตรได้ทั่วไปในพื้นปถพีนั้นก็ดี ก็บมิอาจปราบปรามสังขารธรรมได้ สังขารธรรมนี้เป็นอิสสรอยู่แก่ตน ประพฤติตามวิสัยแห่งตน ถึงที่จะเจ็บก็เจ็บถึงทีจะปวดก็ปวด ถึงทีจะเมื่อยก็เมื่อย ถึงทีจะมึนก็มึน ถึงทีจะแก่ก็แก่ ถึงทีจะตายก็ตาย ใครจะห้ามก็ไม่ฟังเหตุฉะนี้ จึงว่าหาผู้ใดจะเป็นใหญ่ขู่เข็นข่มขี่บมิได้ พิจารณาให้เห็นชัดดังนี้ประการ ๑
อวสวัต์ติโต พิจารณาให้เห็นว่า สังขารธรรมบมิใช่ตนมิใช่ของแห่งตน เพราะเหตุไม่ประพฤติตามอำนาจแต่งตนนั้นประการ ๑
ให้พระโยคาพจรเจ้ายกปัญญาขึ้นสู่อนัตตลักษณ พิจารณาให้เห็นด้วยอาการเป็นต้นดังนี้