วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข้อเสนอใหม่เรื่อง....หรีดงานศพ



หรีดงานศพ...เห็นชื่อเรื่องแล้วลองอ่านก่อนนะครับ อย่ากลัวผีจนรีบปิดไป อิอิ เรื่องมีอยู่ว่า วันนี้ไปกวาดขยะที่ลานวัด (เฉพาะวันนี้??) ได้รับประสบการณ์ใหม่และความคิดใหม่อยากนำมาแบ่งครับ...รับรอง ไม่เกี่ยวกับเรื่องโดนผีหลอกแน่ๆ อิอิ

๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ชักชวนพระใหม่รูปหนึ่งที่กำลังกวาดขยะอยู่ เข็นรถไปโกยขยะที่ข้างเมรุเผาศพด้วยกัน (รับรอง...ไม่ใช่เรื่องผี และไม่ใช่เรื่องคู่เกย์ด้วย อิอิ) ปรากฎว่า เฉพาะพวงหรีดที่โยมนำมาทิ้งไว้ข้างเมรุวันเผาศพซึ่งเป็นทั้งแบบดอกไม้สด แห้ง บรรดาโอเอซิสปักดอกไม้ และดอกไม้กระดาษ ต้องขนทิ้งกัน ๒ รอบ (ด้วยรถเข็นใหญ่) ... ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังไม่ใช่เพราะโกรธ หรือ เกลียดโยมที่ทิ้งขยะไว้ให้พวกเราเก็บหรอกครับ ไม่เคยคิดโกรธโยมเลย ต่อให้ไม่มีความรับผิดชอบ เหมือนเด็กที่ยังไม่โต ทิ้งขยะไม่เป็นที่สักแค่ไหนฯลฯลฯลฯ อิอิ เพียงแต่เห็นว่า เราเอาเงินมาทิ้งกับขยะโดยเปล่าประโยชน์....

ให้ทายแบบไม่ต้องไปเปิดพจนานุกรม...คิดว่า ความหมายและเป้าหมายของ “พวงหรีด” น่าจะอยู่ตรง การนำของบางอย่างไปให้เป็นลักษณะกำนัล หรือ เพื่อปลอบใจแก่ญาติผู้ตาย อันนี้เป็นเป้าหมายที่แท้จริง ซึ่งถ้ายึดเอาวัตถุประสงค์นี้ เราจะเอาอะไรที่คิดว่า มีค่าไปก็ได้ เช่น อาจเป็นชุดแก้วกาแฟพร้อมจานรอง หรือชุดเรื่องนอนสวยๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในการพักผ่อน(ลืมเศร้าโสก ที่เป็นบรรยากาศเก่า เนื่องจากเห็นผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มอันเก่าแล้วทำให้นึกถึงคนที่เคยนอนข้างๆ อิอิ.....ระวังเขาจะมานอนจริงๆนะ อิอิอิ) ส่วนเป้าหมายของหรีดอีกอย่าง...สันนิษฐานว่า มีคนบางกลุ่ม ที่อยากสร้างชื่อเสียง (ว่าตัวเองมีคุณธรรม) ไปด้วยกับการให้ของบางอย่าง จึงต้องเขียนชื่อตนกำกับไว้ด้วย และดูเหมือนเจ้าภาพก็ชอบ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการมีเพื่อนฝูงที่เพียบพร้อมด้วยยศศักดิ์มาร่วมแสดงความเห็นใจด้วย....(เหตุที่ไม่ยอมไปเปิด พจนานุกรม เพราะ ๑. เราอยู่ในสังคมจริง เข้าใจความรู้สึกของคนภายใน ทั้งผู้ให้และผู้รับ จึงน่าจะเอาสิ่งนี่มาอ้างได้เลยโดยไม่ต้องไปหาคำตอบจากที่อื่นอีก ๒. เพราะกลัวคำนิยามของตัวเองจะผิด อิอิอิ)

งานศพปัจจุบัน....เฉพาะค่าดอกไม้อย่างเดียว  ที่ตกแต่งรอบหีบศพ (รวมทั้งหรีดที่นิยมจัดเป็นพวงดอกไม้แห้ง และสดกันมากขึ้น) ต้องใช้เงินเยอะมาก ทราบมาว่าราว ๕,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนงานที่พิเศษหน่อยเช่นพระราชทานเพลิงฯ หรือเป็นบุคคลสำคัญ อาจใช้ราว ๓๐,๐๐๐ ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท แต่สุดท้าย ถ้าเป็นดอกไม้แห้ง เจ้าของก็มาเก็บกลับไป....เป็นดอกไม้สด ก็นำไปทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ต่อ (ที่อาตมากับเพื่อนต้องขนไปทิ้งนั่นแหละครับ อิอิ)

จึงอยากให้เรามาร่วมคิดกันใหม่ครับ และรับรองว่า  ไม่ใช่แค่อุดมคติ แต่เป็นความจริงที่ครั้งหนึ่งมีงานหนึ่งทำได้แล้ว....(ขอไม่ระบุชื่อ เพราะคนเสื้อแดงอาจไม่ชอบ เป็นงานศพแม่ของอดีตนายก......ตรัง อิอิอิ) อาตมาเองไม่ได้ไปร่วมงานด้วย และไม่ทราบว่า การจัดดอกไม้รอบหีบศพเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เล่ากล้ายืนยันกับอาตมาคือ พวกหรีดในงานนี้..ออกมาในรูปต้นไม้ใส่ถุง ที่พร้อมจะนำไปปลูกได้แค่ฉีกถุงดำออก...อิอิอิ ผู้คนนำมาแทนหรีด มีจำนวนมากมาย ขณะวางอยู่ในงาน ก็เป็นเหมือนดอกไม้ประดับไปในตัว เสร็จงานแล้ว ก็ถวายพระตามวัดเพื่อนำไปปลูกต่อได้.....นี่แหละ นักอนุรักษ์นิยม..อุ้ย! อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวจริง อิอิ (แต่ต่อให้เพื่อนที่เล่าโกหกอาตมา...เราก็ยังสามารถทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงได้อยู่ดี)

วิธีการง่ายมากๆ นั่นคือ กรณีที่เราเป็นเจ้าภาพงานศพเอง (ไม่ใช่เป็นศพนะ อิอิ) เมื่อญาติเสีย แทนที่จะติดต่อสั่งดอกไม้สด หรือ แห้งมาตกแต่งด้วยราคาที่แพง (หรือต่อให้ไม่แพงมาก แต่ลองเปรียบเทียบกับสิ่งที่กำลังจะกล่าวต่อไปดู) เปลี่ยนเป็น ไปซื้อต้นไม้จากร้านข้างถนน อาจกล้วยไม้ก็ได้ ๓ ต้น ๑๐๐ บาท (โดยเฉลี่ยเมื่อสามารถต่อรอง หรือ ลดบ้างแล้ว) เราอาจได้กล้วยไม้ราว ๑๐๐ ต้น ในราคา ๓,๐๐๐ บาท แค่นี้ก็ถมหีบศพได้แล้วครับ อิอิ หรืออาจตั้งงบไว้ที่ราว ๕,๐๐๐ เราก็สามารถซื้อไม้ประดับอย่างอื่นเพิ่มได้ เช่น โมกข์ แก้ว มะลิ สัปรดสี มาเสริมได้ เพียงเท่านี้ เราก็จะได้งานจัดแสดงหีบศพที่งดงาม เป็นธรรมชาติ(ที่จริงอาตมาไม่ได้ส่งเสริมนะ ไม่ต้องตกแต่งอะไรเลยก็ดี แต่เห็นโยมชอบกันจัง เลยเสนอแนวทางใหม่) เสร็จงาน ก็ช่วยกันหาที่แขวนกล้วยไม้ ช่วยกันปลูกโมกข์ฯลฯ น่าจะเป็นนันทนาการที่ไม่เลวนะครับ อิอิ หรือหากโยมกลัวผีเอามากๆ คิดว่า ต้นไม้นั้นจัดตกแต่งในงานศพ น่าจะมีผีสิงอยู่แน่ ก็เอามาถวายพระ หรือทิ้งไว้ตามข้างเมรุนั่นแหละครับ อาตมาจะชวนพระใหม่ไปเก็บด้วยความเต็มใจเอง อิอิ

ส่วนญาติห่างๆ หรือคนรู้จักที่ชอบซื้อหรีด ไปงานคนอื่น แทนที่จะจ่ายเงินราว ๓๐๐-๕๐๐ บาท กับหรีดที่ต้องทิ้งในวันเผา ก็เปลี่ยนเป็นต้นไม้ที่จะนำไปปลูกต่อได้ เช่น ถือโมกข์ไปวางโชว์แทน รับรองไม่น่าเกลียด และไม่คิดว่า เจ้าภาพจะไม่ยินดีหรอก......หากเราชอบโชว์ตัวเองเหมือนที่กล่าวข้างบน ก็อาจเขียนชื่อใส่กระดาษเล็กๆหนีบกับกิ่งไปก็ได้ (นึกภาพตอนเราไปเลือกซื้อต้นไม้ จะมีป้ายเล็กๆบอกชื่อ/ประเภทต้นไม้นั้นไว้ เราก็แค่บอกให้เจ้าของร้านต้นไม้เปลี่ยนเป็นชื่อเราแทน อิอิ....ดูน่ารักมากนะ....แต่จะมีปัญหาหน่อย ถ้าเราชื่อ นางจำปี นายสนฯลฯ อิอิ)  ๓๐๐ บาท ได้โมกข์ต้นใหญ่ หรือ ๕๐๐ ก็จะได้หูกระจงเล็กๆ ซึ่งเหมาะแก่การนำไปประดับมาก ๑,๐๐๐ บาทก็ได้ไม้ใหญ่ แม้กระทั่ง ๒๐ บาท ก็ได้พวกผลไม้กินได้ เช่น ต้นมังคุดมะม่วง ทุเรียน ลองกอง เงาะ....ถ้าเจ้าภาพเพิ่งปลูกยางพาราใหม่ ก็อาจเอายางพาราไปเสริมก็ได้ เพราะจะมีบางต้นที่ปลูกแล้ว ตายอยู่เรื่อยๆ โยมฟังแล้วอย่าหัวเราะนะ อาตมาเป็นพระเลยไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนี้ แต่ถ้าเป็นฆราวาส สาบานว่าจะทำจริงๆ และหากเป็นเจ้าภาพ (ไม่ตายก่อนญาติพี่น้อง) ก็จะยินดีมากหากเห็นคนทำเช่นนี้กับตนฯ ถ้าทุกคนช่วยกันทำอย่างนี้แทนการนำพวงหรีดไป บริเวณเต้นท์ก็ไม่ต้องผูกผ้าระบายขาวดำ (ใช้เงินเยอะอีกเช่นเคย) แต่วางต้นไม้ที่ญาติๆ หรือเพื่อนร่วมงานที่นำไปมอบนี่แหละ อาจจัดเป็นสวนหย่อมเล็กๆได้ หรือวางตรงเสาเต้นท์ให้ความร่มรื่น เบิกบานตาได้ครับ...

เสร็จงานแล้ว หากเจ้าภาพเห็นว่ามากเกินไป ก็สามารถแจกจ่ายแก่เพื่อนบ้านรอบข้าง ถวายวัด โรงเรียน หรือ สถานที่สาธารณะ เมื่อเป็นเช่นนี้ บ้านไหนที่ผ่านการจัดงานศพมา จะมีไม้ประดับเต็มบ้าน (ซึ่งเมื่อก่อนส่วนใหญ่มีแต่บ้านคนรวย...ถือเป็นการลดชนชั้นเชิงรัฐศาสตร์ได้ด้วย อิอิ) มีต้นไม้สวยงามรอบบ้าน ช่วยเปลี่ยนให้อารามณ์สดใสขึ้น หรือหากต้นไม้ที่คนนำมาเป็นพวกไม้ใหญ่ เช่น ขี้เหล็ก จามจุรี สัก ยางนาฯลฯ อนาคต บ้านเมืองเราจะเต็มไปด้วยต้นไม้ครับ เป็นการปลูกป่าโดยไม่ได้คาดฝันจากการจัดงานศพ อิอิอิ และคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่ควรทำ และเราต้องลงมือทำกันแต่วันนี้ครับ อย่าไปอายใครกับการนำต้นไม้ไปมอบแทนหรีด....คนที่มีความรู้ ครู อาจารย์ สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ (เพราะคนมีความรู้ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด อิอิ...รวมทั้งคนรวยด้วย) หลายคนทำเข้าก็จะกลายเป็นธรรมเนียมใหม่ที่ดีงามของเราครับ...อ่อ คนที่อ่านอันนี้แล้ว ยังจะเที่ยวไปสั่งดอกไม้สด/แห้งเป็นพวงหรีดอยู่อีก โปรดช่วยนึกภาพ อาตมากับพระใหม่ กำลังขนขยะโยมไปทิ้งนะครับ

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทฤาฎีวิวัฒนาการ กับ ศาสนา



มีคนเคยนำทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดารวิน (Charles Darwin) มาอธิบายศาสตร์ทางวัฒนธรรมและศาสนา โดยกล่าวถึงการวิวัฒนาการตั้งแต่ความความเรียบง่าย เป็นความซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ (ทำนองเดียวกับสัตว์เซลล์เดียวเป็นต้นมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกลไกซับซ้อน) ตัวอย่างเช่น ศาสนาสอนเรื่องการแบ่งปัน โดยเน้นให้ใจเกิดเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Generosity) จัดเข้าในหลักการทำบุญของพุทธศาสนาคือ ทาน (เพื่อชำระความตระหนี่)

เมื่อพูดถึงทานตามหลักการข้างต้น ทานจึงเกิดได้ในทุกที่ ทุกเวลา และกับทุกคนที่เขาควรได้รับการช่วยเหลือ การพิจารณาเช่นนี้ จะทำให้ผู้ให้ทานเกิดความฉลาดในการแจกจ่ายทานด้วย เพราะไม่ไปกระจุกอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต่อมา การให้ทาน ได้ถูกทำให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น (ตามทฤษฎีวิวัฒนาการ?) เมื่อความเชื่อทางศาสนาเข้ามา คนก็มุ่งแบ่งปันเฉพาะหมู่พวกที่มีความเชื่อเดียวกับตน พัฒนาไปเรื่อยจนมีเรื่องอานุภาพของทานแทรกเข้ามา (เช่นสามารถล้างกรรมเก่าได้, เป็นที่โปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้าฯลฯ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนาเองมีผู้แทนคือพระสงฆ์ (ซึ่งถูกมองเป็นคนคอยรับส่งทานให้ผู้ล่วงลับ) การให้ทานก็พัฒนามาผูกขาดกับสังคมสงฆ์มากขึ้น (ถ้านึกจะแบ่งปันหรือถวายทาน คนจะนึกถึงพระสงฆ์ก่อน....ไม่เชื่อลองถามตัวเอง อิอิ) ต่อมาก็ก่อเกิดเป็นพิธีกรรม การให้จะดูธรรมดาไป ก็ต้องมีการทำพิธีถวายแบบเป็นทางการกันสักเล็กน้อย หรือกล่าวคำอธิษฐานเพื่อให้สมความปรารถนา แล้วพัฒนามาจนต่อเติมพิธีการรับศีล การกรวดน้ำฯลฯ... สังเกตว่า ปัจจุบันถ้ามีผู้ไปถวายสังฆทาน แล้วไม่ได้ทำตามพิธีดังกล่าวนี้ จะรู้สึกถึงความไม่สมบูรณ์(เพราะถูกปลูกฝังมา) จนกลายเป็นว่า หลายคน(รวมทั้งพระสงฆ์เอง)อาจลืมเป้าหมายของการให้ทาน หรือ แบ่งปันข้างต้นไปแล้ว มิใช่การให้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์เพื่ออนุเคราะห์เพื่อนมนุษย์ แต่เป็นการทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่าง เช่น สวรรค์ ความร่ำรวย โชคชะตาฯลฯ

ทฤษฎีวิวัฒนาการนี้ยังอธิบายได้ถึงอะไรอีกหลายอย่าง เช่น การสวดมนต์ แม้กระทั่ง นะโม..... สามารถแบ่งประเภทออกได้อย่างน้อย ๔ แบบ นั่นคือ ชาวบ้านสวดเพื่อเป็นบทเริ่มต้น (ปุพพภาคนมการํ) ใช้นะโม “สาม” คือหยุดสามครั้ง สวดจบหนึ่งรอบก็หยุดหนึ่งครั้ง, พระสวดในงานศพ ใช้นะโม “หนึ่ง” คือสวดรวดเดียวจบโดยไม่ได้หยุด (ให้ไปลองสังเกตดูเวลาร่วมพิธีกรรม) พระเทศน์/แสดงธรรม ใช้นะโม “ห้า” ในสามรอบนั้นหยุดห้าครั้ง และ เจริญพระพุทธมนต์เช่นทำบุญบ้านใช้นะโม “เก้า”

เป็นการยากที่จะบอกว่า ดั้งเดิมจริงๆ ใครเป็นคนแบ่งประเภทของนะโมเหล่านี้ แต่ตอบง่ายๆตามทฤษฎีวิวัฒนาการ คือเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ พระสงฆ์เองอาจเห็นว่าการสวดแต่ละงาน(ใช้คนละบริบท)ควรหาสัญลักษณ์ที่แสดงความแตกต่าง หรือ มองในแง่ลบก็คือ การต้องการผูกขาดความรู้ ทำให้เกิดความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งที่นะโมกี่แบบก็มีความหมายเหมือนกัน และเป็นแต่เพียงสิ่งที่ใช้ประกอบพิธีกรรม มิใช่หลักการ หรือ คำสอนทางพุทธศาสนาเลย การพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ซับซ้อนขึ้น เป็นเหตุให้ผู้ทำพิธีจำกัดวงแคบลง (เช่น พระบวชใหม่ไม่สามารถสวดนะโม “เก้า” ได้ หรือ พระที่มีความรู้ในเรื่องธรรมะ หากสวดนะโม “ห้า” ก่อนเทศน์ไม่ได้ก็จะถูกวิจารณ์)

ทฤษฎีวิวัฒนาการยังกล่าวถึง ผู้ที่จะอยู่รอดต่อไป คือผู้ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์ในยุคนั้นๆได้ เช่นเสือชีต้าร์ที่วิ่งเร็วเท่านั้นจึงล่าเหยื่อได้ ตัวที่วิ่งช้าจะสูญพันธุ์ไป กวางที่เป็นผู้ถุกล่าก็เช่นเดียวกัน... เมื่อมาเทียบกับศาสนาในปัจจุบัน จะเป็นไปได้หมายว่า คนที่จะอยู่อย่างปกติสุขได้ ก็จะต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสังคม (โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม....หรือเหมือนที่บางคนบอกว่า อยู่ในสังคมที่เลวร้าย แต่จิตใจไม่แปดเปื้อน อิอิ ทำได้จริงหรือ?) แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะยึดตามทฤษฎีนี้ ก็ยังไม่หมดความหวัง เพราะทุกอย่างไม่ได้ผูกขาดที่พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมนุษย์จะต้องก้มหน้ารับเท่านั้น แต่มนุษย์ยังสามารถใช้ความรู้และความพยายามในการช่วยกันให้ความรู้และเปลี่ยนแปลง....วิวัฒนาการสังคมไปในทางที่ดีได้ นั่นคือ เมื่อเหตุผล หรือความถูกต้องขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ความเข้าใจผิดหรือการเอาเปรียบกันก็จะลดน้อยลงหรือทำให้สูญพันธุ์ไปได้เช่นกัน  

เราต้องการครูที่เป็นคนดี หรือ มีความเป็นวิชาการ



ครู.....ความหมายในทางศาสนาหมายเอา “คนที่ควรคบเป็นมิตร หรือ กัลยาณมิตร” พึงสังเกตว่า ไม่ได้เจาะจงอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอาชีพสอนเหมือนในความเข้าใจตามบริบทของสังคมไทย เพราะทางพุทธศาสนาไม่มีระบบหรือคำสอนใดที่จะผูกขาดว่า คนเป็นครูจะต้องเป็นคนดี และต้องได้รับการยกย่อง(ทำให้หนัก ตามความหมายของ ครุ) อยู่เสมอ แต่ให้ดูถึงคุณสมบัติหรือความประพฤติของแต่ละคนเอง เมื่อเห็นว่าใครมีคุณสมบัติดี (ที่จะกล่าวถึงด้านล่าง) ก็ให้เอาพฤติกรรมนั้นเป็นแบบอย่าง และเข้าไปศึกษาหาความรู้กับท่าน

อีกอย่างหนึ่ง พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เชื่ออะไรอย่างงมงาย ดังปรากฎใน เกสปุตตสูตร ว่า....” อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะเห็นว่า ผู้พูดเป็นครูของเรา” อันนี้ยังรวมถึงพระพุทธเจ้าเองที่เป็นศาสดาในการสอนธรรมะ เพราะการใช้ศรัทธานำหน้า ทำให้คนขาดสติ ปัญญาในการคิดไตร่ตรองให้รอบด้านเสียก่อน อีกอย่างหนึ่ง ต่อให้ครูที่เป็นพูดความจริง การเชื่อของศิษย์ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองเสียก่อน จะทำให้ศิษย์ไม่เจริญเติบโตทางปัญญา ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ด้วยตนเอง มีปัญหาอะไรก็ต้องกลับไปถามครูอยู่ทุกครั้ง ศาสนาพุทธจึงเน้นให้คนพัฒนาความสามารถของตนเอง เติบโตทางสติปัญญาให้เต็มที่ (เชื่อว่า มนุษย์สามารถบรรลุธรรมได้ โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง โดยไม่หวังพึ่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากใคร) โดยไม่ต้องไปพึ่ง/ยึดอยู่กับใครคนหนึ่งรวมถึงพระพุทธเจ้าเอง พระองค์เปรียบตัวเองเหมือนเพื่อนหรือ กัลยาณมิตร ที่คอยแนะนำ ตักเตือน หรือสอนให้เราพัฒนาตนเองในเบื้องต้น เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้และเป็นที่พึ่งให้กับคนรุ่นต่อไป(ในการแนะนำให้เขามีปัญญา)ได้ในที่สุด มิใช่ประสงค์ให้เรากราบเท้า สมาทานเอาพระองค์เป็นสรณะไปตลอดชีวิตจนไม่ได้พัฒนาปัญญาขึ้นมาได้เลย.... เรื่องนี้ชาวพุทธที่คิดว่า ศาสนาพุทธเหมือนกับศาสนาอื่นๆ (ต้องเคารพเชื่อฟังศาสดาตนเองอย่างศรัทธาไม่หวั่นไหว) ต้องเตือนตนเองให้ดี เพราะความเชื่อเช่นนั้น ผิดหลักการของพุทธศาสนาฯ

 โดยอังคุตตระนิกาย สัตตกะนิบาต ๓๔ สตฺตหิ   ภิกฺขเว   ธมฺเมหิ   สมนฺนาคโต   ภิกฺขุ  มิตฺโต เสวิตพฺโพ   ภชิตพฺโพ   ปยิรุปาสิตพฺโพ  อปิ  ปนุชฺชมาเนนปิ  ฯ  กตเมหิ สตฺตหิ   ปิโย   จ   โหติ   มนาโป  จ  ครุ  จ  ภาวนีโย  จ  วตฺตา จ   วจนกฺขโม   จ   คมฺภีรญฺจ   กถํ  กตฺตา  โหติ  โน  จ  อฏฺฐาเน นิโยเชติ  ฯ  อิเมหิ  โข  ภิกฺขเว  สตฺตหิ  ธมฺเมหิ  สมนฺนาคโต  ภิกฺขุ มิตฺโต เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ อปิ ปนุชฺชมาเนนปีติ ฯ   

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการควรเสพ ควรคบเป็นมิตรควรเข้าไปนั่งใกล้(เพื่อฟังคำสอน) แม้ถูกขับไล่ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ
๑. ภิกษุเป็นที่น่ารักใคร่พอใจ (เห็นแล้วอยากเข้าไปหา)
๒. เป็นที่เคารพ  (มีความประพฤติสมควรแก่การทำหน้าที่นั้นๆ)
๓. เป็นผู้ควรสรรเสริญ (มีความสามารถ หมั่นหาความรู้อยู่เสมอ)
๔. เป็นผู้ฉลาดในการพูด (รู้ว่าควรพูดอะไร ในเวลาไหน และ ไม่เบื่อที่จะอธิบายอีก)
๕. เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ (แม้ถูกซักถาม วิพากษ์วิจารณ์ก็เปิดใจรับฟังเหตุผลได้)
๖. พูดถ้อยคำที่ยากให้ง่ายได้ (มิใช่สอนเรื่องง่าย ให้เข้าใจยาก???)
๗. ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี (ชี้แนะให้ผู้อื่นรู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ควรเสพ ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่ ฯ

ครู...อยู่ในความหมายของข้อที่ ๒ คือเป็นที่น่าเคารพ เพราะทำหน้าที่ของตนได้ดี ข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวถึงหน้าที่อีก เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่อยากเพิ่มเติมเรื่องการสอนสักเล็กน้อย สิ่งที่เคยประสพมาคือ เราจะไม่ค่อยพบเจอครูที่มีคุณสมบัติในเรื่องการสอนที่ได้มาตรฐานจริงๆ (คุณสมบัติเรื่องอื่นอาจพอหาได้บ้าง เช่น กิริยามารยาทเรียบร้อย แต่งกายเหมาะสม รักลูกศิษย์เหมือนลูกตัวเอง มีความจริงใจ) สิ่งที่อยากเห็นมากกว่านั้นคือ ครูที่มีความรู้ในเรื่องที่สอนกระจ่างชัดจริงๆ จนสามารถอธิบายเรื่องที่ยากให้ง่ายได้ ยกตัวอย่างเรื่องการเรียนวิทยาศาสตร์ ตอนเรียนมัธยมข้าพเจ้ารู้สึกยากมาก ไม่เข้าใจ มองไม่เห็นหลักการโดยรวม ไม่ทราบแม้แต่จุดประสงค์ของการเรียน แต่พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนเป็นนักวิทยาศาสตร์แนวหน้าของไทย สามารถพูดและอธิบายทุกอย่างให้ง่ายได้ แม้แต่นักศึกษาที่ไม่มีพื้น(ไม่ได้จบสายวิทย์มา) ยังเข้าใจบทเรียนได้ และเห็นเป็นเรื่องน่าสนุกฯ นี่เป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถาม ว่าทำไมครูมัธยมไม่สามารถทำเช่นนี้ได้???? (ซึ่งอาจารย์ท่านบอกว่า.... คนที่ไม่สามารถสอนให้ง่ายได้ คือคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องนั้นลึกจริงๆ หรือ คนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมาก จนคนอื่นไม่เข้าใจ แท้จริงแล้ว เขานั่นแหละที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษโดยรอบด้าน และไม่เข้าใจแม้เป้าหมายของการสื่อสาร... แต่อันนี้เป็นเพียงความเห็นของอาจารย์ท่านนะครับ ข้าพเจ้าไม่ขออกความเห็น อิอิ)

สิ่งที่เราไม่ค่อยเจอจากครูอาจารย์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากเรื่องความรู้ที่ครูชำนาญจริงๆแล้ว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมี ไม่สามารถลงลึกได้) ยังเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ที่ไม่สามารถปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความใฝ่ฝันที่จะทำประโยชน์ให้ส่วนรวมได้ เช่น
สอนให้เป็นหมอ....แต่น้อยคน ที่คิดว่าจะหาความรู้ไปช่วยเหลือผู้อื่น มากกว่าการหาเงินสร้างฐานะให้ตนเอง....ซึ่งคนที่มีเจตนาบริสุทธิ์จริงๆคงจะมี แต่ปัจจุบันนี้ เขาก็จะถูกมองเป็นคนบ้า อิอิ

สอนให้รู้เรื่องการเมือง การปกครอง (เรียนรัฐศาสตร์) แต่น้อยคนที่จะเข้าใจเรื่องการปกครองจริงๆ ต่อให้เข้าใจมาแล้ว ก็มีน้อยคนอีก ที่จะมีอุดมคติ ยืนอยู่กับความถูกต้อง กล้าชี้ถูกผิดโดยไม่มีอคติ ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการจับกลุ่มกันแสวงหาอำนาจ กรณีที่เป็นครูสอน ก็กล้าตั้งคำถามให้นักเรียนพิจารณาถึงความยุติธรรม เสรีภาพ การถูกกดขี่ฯลฯ โดยมากก็สอนไปตามระบบ ที่สุดแล้วมีคนจบรัฐศาสตร์เต็มไปหมด แต่ไม่มีคนมองปัญหาบ้านเมืองออกฯ

เพื่อไม่เป็นอคติ...ขอยกตัวอย่าง การสอนให้เป็นพระ เป็นคนดี ในทางพุทธศาสนา นี่ก็เป็นองค์กรหนึ่ง ที่มีครู ส่วนใหญ่พระสงฆ์รับหน้าที่เป็นผู้สอนเอง ครู....ในองค์กรนี้แม้จะเป็นทายาทโดยตรงกับพุทธศาสนา ที่สอนให้คนพัฒนาปัญญา แต่ขบวนการสอน(แม้ในมหาวิทยาลัย) ก็ยังเป็นระบบศรัทธา สอนเพื่อให้คนเชื่อ พูดอย่างไรเพื่อให้โน้มน้าวใจคนได้มากที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงและลาภยศ มีครูอาจารย์น้อยคนมาก ที่จะสอนพุทธศาสนาไปในทางวิชาการ คือ สอนให้คนคิดเป็น กล้าตั้งคำถาม และหาคำตอบโดยมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น เรามีการสอนพุทธศาสนามาหลายปี  เน้นเรื่องอริยสัจ ๔ ศีล ๕ ฯลฯ แต่ยังไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามเลยว่า การหาเงินสร้างวัดเป็นเรื่องถูกต้องสมควรหรือไม่ การที่หมดดูบอกว่าชีวิตตกต่ำแล้วต้องมาบวช ขัดกับหลักการพึ่งตนเองหรือไม่  หรือให้ลึกไปกว่านั้น การจะเป็นชาวพุทธได้ต้องเชื่อพระไตรปิฎกหรือพุทธวจนะเท่านั้น เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ตามหลักการพัฒนาปัญญา? ฯลฯ การไม่ยอมสอนเรื่องที่ใกล้ตัวเหล่านี้ “ส่งผลให้ตัวความรู้ และ คนที่ศึกษาเล่าเรียนแยกออกจากกัน” ไม่สามารถแม้แต่จะคิดตั้งคำถามสิ่งที่ตนได้ประสพอยู่ต่อหน้าได้ (เช่น ซื้อรถแล้วเอาไปเจิม แม้ผู้สอนเองที่เป็นพระ ก็ทำหน้าที่เจิมโดยไม่คำนึงว่า ตนเองสอนเรื่องอะไรไปฯ)

ฉะนั้น ครูที่เรา(น่าจะ) ต้องการมากที่สุดในสมัยใหม่ หรือ ปัจจุบันนี้ คือ คนที่สามารถเปิดใจ มีอุดมการณ์ มีความเป็นวิชาการที่เพียงพอ มุ่งสอนให้ผู้เรียนเติบโตทางปัญญา มากกว่าสอนให้เขาเชื่อ เพื่อสืบทอดระบบความรู้นั้นต่อไปอีก และการสอนในทางวิชาการจะเป็นไปไม่ได้เลย หากเราไม่มีครูที่มีความรู้จริงๆ สามารถให้ข้อมูลเราทั้งสองด้าน ชักชวนให้เราคิดแยกแยะ รู้จักการวิพากษ์วิจารณ์ฯลฯ  ข้าพเจ้าอยากเห็นครูที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ให้มากครับ ไม่จำเป็นต้องไปอ้างเรื่องคุณธรรม เพราะเป็นสิ่งมองไม่เห็น และหากนำมาอ้างกันจริงๆ คนดีที่สุดก็น่าจะเป็นพระอีก อิอิอิ นั่นคือ ครูจะมีคุณธรรม เป็นคนดีหรือไม่ยังไม่สำคัญครับ แต่ขอให้สอนด้วยอุดมการณ์ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดปัญญาจริงๆ เมื่อทำได้เช่นนั้น ต่อให้ครูสูบบุหรี่ แต่เด็กเขาจะเลือกและตัดสินใจเองได้ ดีกว่าการมาเน้นเรื่องคุณธรรม(ที่อยู่ที่ไหนไม่รู้???) มองข้ามด้านปัญญาในทางวิชาการ ต่อให้ครูมีพฤติกรรมดี แต่ก็รับรองไม่ได้ว่าเด็กจะไม่สูบบุหรี่ หรือ หนีเรียนฯ ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธคุณธรรมนะครับ เพียงแต่เห็นว่า เราควรแก้ปัญหาโดยอาศัยสิ่งที่เป็นรูปธรรม ส่วน คุณธรรม ยิ่งมีมากยิ่งดีฯ เพราะสิ่งที่พูดมาก็มิได้ขัดกับหลักพุทธศาสนาอยู่แล้ว นั่นคือ เราไม่ได้สอนให้เชื่อครู มีพฤติกรรมตามครู แต่การสอนมุ่งเพื่อให้เราเติบโตทางสติปัญญา เอาครูเป็นเหมือนมิตรที่คอยชี้ทาง ให้ความรู้เพียงเท่านั้น ถ้าเรายอมเปิดใจยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้ ไม่หลอกตัวเองโดยมองครู และพระเป็นเทวดาที่ต้องกราบเท้า หรือ ยึดเป็นสรณะเรื่องไป พฤติกรรมท่านจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีผลต่อเราอยู่แล้ว เพราะเราหวังเพียงอย่างเดียว คือ อาศัยท่าน ช่วยให้เราเป็นคนฉลาด มีเหตุมีผล เพื่อตัดสินใจ/พึ่งตนเองได้ฯ

กัลยาณมิตร ในทัศนะพระอานนท์และพระพุทธเจ้า



เรื่องความสำคัญของกัลยาณมิตรในพุทธศาสนา หลายคนคงคุ้นกับพระสูตรนี้แล้ว เพียงแต่อยากให้อ่านใหม่แบบใช้วิจารณญาณดีๆนะครับ กระผมจะลองตัดชื่อผู้พูดประโยคนั้นๆออก เพื่อให้เราอ่านด้วยความเป็นกลาง (เพราะหากเห็นชื่อ อคติที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆจะทำให้เราเข้าข้างเพราะรัก หรือ ไม่เห็นด้วยเพราะเกลียดชังได้) เป็นบทสนทนาของพระ ๒ ท่าน ขอแทนท่านหนึ่งด้วยอักษร A และอีกท่านเป็น B ครับ


สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๓๘๒ ครั้งนั้น A  เข้าไปหา B แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง

ภิกษุ A กล่าวว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี “เป็นคุณกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์” (หมายถึง การมีเพื่อนดี เป็นครึ่งหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงจุดสูงสุดของพุทธศาสนา/มีปัญญาละกิเลสได้หมด)

ภิกษุ B ได้กล่าวว่า เธออย่ากล่าวอย่างนั้น  ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้ “เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ทีเดียว”

ขออธิบายสั้นๆก่อนว่า A เห็นว่าการบรรลุธรรมจะเกิดได้ ต้องอาศัย ๒ ส่วน คือ มีเพื่อนดีคอยชี้ทาง (ได้ไปครึ่งหนึ่ง หรือ ๕๐ เปอร์เซน) และอีก ๕๐ ที่เหลือ อยู่ที่เราจะใช้ปัญญาพิจารณาและนำไปปฏิบัติด้วยกำลังของเราเอง ข้อนี้ใครก็ทำแทนไม่ได้ กัลยาณมิตรก็เป็นเพียงผู้คอนแนะนำเท่านั้น..............เราเห็นว่า ท่าน A พูดถูกหรือผิด?

ส่วน B ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของ A บอกว่า แค่มีเพื่อนดี(กัลยาณมิตร) ก็เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์เลย (สกลเมว....บาลี) คำกล่าวตรงนี้ ถ้าเอาอีกพระสูตรหนึ่งมาจับ ก็จะเห็นความไม่ลงรอยกันคือ

อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ข้อ ๓๗๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การโฆษณาแต่บุคคลอื่น (การรับฟังมาจากผู้อื่น...ปรโตโฆษะ) ๑และโยนิโสมนสิการ  (การพิจารณาโดยแยบคายด้วยตัวเราเอง) ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิ ๒ อย่างนี้แล ฯ

มาถึงตรงนี้พอจะเห็นได้ชัดขึ้นว่า ใครพูดตรงกับความเป็นจริงมากกว่ากัน ซึ่ง A เป็นสัญลักษณ์แทนพระอานนท์ (Ananda) และ B แทนพระพุทธเจ้า(Buddha)

ที่พระอานนท์พูดก็ไม่ได้ผิดและยังตรงกับพระสูตรที่ยกมาเพิ่มเติมด้วยซ้ำ ส่วนจะว่า พระพุทธเจ้าผิดก็ยังไม่ได้ เพราะพระองค์ยังอธิบายเหตุผลต่อว่า “ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี จักเจริญอริยมรรคมีองค์แปด จักกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้ ฯ” นั่นหมายถึง พระองค์บอกว่า เมื่อได้มิตรดี จะเป็นเหตุให้ดำเนินตามมรรคมีองค์แปดได้ฯ

ทั้งสองไม่มีใครพูดผิดเลย เพียงแต่พูดกันคนละประเด็น พระอานนท์พูดในแง่ที่มองเหตุปัจจัยเป็น ๒ ส่วน คือ ปัจจัยภายนอก(สภาพแวดล้อม) และปัจจัยภายใน(การปฏิบัติของตัวเราเอง) ซึ่งการพูดอย่างนี้ก็ตรงกับความเป็นจริง และพระพุทธเจ้าเองก็เคยสอน ส่วนพระพุทธเจ้า ถ้าดูที่พระองค์ตรัสก็ไม่ได้ต่างไปจากพระอานนท์เลย คือเริ่มจากการมีคนแนะนำในทางที่ดี และนำไปสู่การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘  แต่พระองค์ก็ยังปฏิเสธสิ่งที่พระอานนท์พูด(เมื่อปฏิเสธเสร็จก็พูดเหมือนกับพระอานนท์?) อาจมองได้ว่า พระองค์ทราบดีอยู่แล้วว่าการจะพ้นทุกข์ได้ก็หนีไม่พ้นการปฏิบัติ(หรือ โยนิโสมนสิการ)ด้วยตนเอง เมื่อเป็นที่รู้กันก็ไม่จำเป็นต้องเน้นอีก จึงมาเน้นปัจจัยตัวแรก คือ การมีมิตรดีแบบเต็มร้อยไปเลย เพราะอย่างไรเสีย เมื่อมีมิตรดี การจะดำเนินไปสู่มรรคมีองค์แปดก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ(มีมิตรดีเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์).... อันนี้กระผมคิดและอธิบายเองนะครับ อาจผิดพลาด แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ยังตั้งคำถามได้อีกว่า คนที่มีมิตรดีแล้ว ชีวิตเขาจะพุ่งไปสู่อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยอัตโนมัติทุกคนหรือไม่? การกล่าวเช่นนี้กับการแยกให้เห็นปัจจัยทั้งสองตัวให้ชัดเหมือนพระอานนท์อันไหนจะรอบคอบ หรือ ถูกต้องมากกว่า?

กระผมไม่ได้ชวนให้เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้านะครับ เพราะฐานะที่เป็นชาวพุทธ เราไม่ควรเชื่อใครง่ายอยู่แล้ว(กาลามสูตร) ทุกอย่างต้องสอดรับกับความเป็นจริงและมีเหตุผลก่อนเสมอ และตัวพระสูตรนี้ “หากพูดตามนักปฏิบัติก็ต้องบอกว่า ไม่มีปัญหาอะไรเลย” เพราะพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า การพ้นทุกข์ อยู่ที่เจริญมรรคมีองค์แปด .... จึงไม่ได้ขัดกับหลักพุทธศาสนา

เพียงแต่เคยเห็นว่า หลายคนที่เชื่อพระพุทธเจ้าแบบสุดใจ เคยเอาพระสูตรนี้มาโจมตีพระอานนท์ และสาวก ว่าไม่มีความสามารถ เข้าใจหลักธรรมคลาดเคลื่อน จนพระพุทธเจ้าต้องปฏิเสธและสอนใหม่ฯลฯ ซึ่งหากเราอ่านพระสูตรนี้ให้กระจ่างก็จะไม่เห็นความขัดแย้ง(ในแง่สาระธรรม)ของทั้ง ๒ ท่านเลย เพียงแต่เหมือนจะเน้นให้เราเชื่อคนมากกว่ามองสาระของความจริง นั่นคือ คำพูดนั้นมาจากไหน ใครเป็นคนพูดฯ ซึ่งก็เห็นชัดว่า การที่เราเชื่อเช่นนั้น จะทำให้เรามองคนอื่น(ที่ไม่ใช่ศาสดาเรา) ผิดเสมอ......ลองพิจารณาดูและแสดงความเห็นได้นะครับ