วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ภาษาลีศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

ภาษาลีศักดิ์สิทธิ์ที่สุด.............สมัยเป็นเณรที่ต้องออกไปตอบปัญหา หรือ ท่องการแจกศัพท์ภาษาบาลีหน้าห้องเรียน อาจารย์หลายคนสอนให้พนมมือไปด้วย ท่องไปด้วย เพราะเหตุผลว่า บาลีเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์???

น่าตั้งคำถามว่า หากภาษาบาลีมีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกคำพูดที่พูดด้วยภาษานี้จะศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรือไม่ เช่น มหาโยนี มหาองฺคชาตํ อิอิ (และควรพนมมือขณะพูดคำนี้ด้วยหรือไม่?) ที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะต้องการหมิ่นประมาทภาษาที่ใช้บันทึก คำสอนของพุทธศาสนานะครับ เพียงแต่น่าตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า คนที่สอบได้เป็นมหา มีความช่ำชองภาษาบาลีกันแล้ว กลับไม่สามารถทิ้งความงมงายได้ หลายท่านยังเชื่อเรื่องอานุภาพ(ที่เกินจริง)ของบทสวดมนต์ เชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เทวดา ต้นไม้ไปส่งบุญให้ผู้ตาย...จะเป็นไปได้ไหมว่า เพราะท่านถูกอบรมผ่านกระบวนการศึกษาภาษา ที่สอนให้เชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์มาตลอด แม้การกล่าวศัพท์ ก็ต้องพนมมือให้ความเคารพ จะส่งผลต่อกระบวนการเรียนที่ทำให้เด็กยอมสิโรราบแบบไม่ตั้งคำถามต่อครูอาจารย์ด้วยหรือไม่????

ความจริงอรรถกถามีเรื่องน่าสนใจกว่านี้ โดยระบุผู้ที่พูดภาษาบาลีไว้ว่า พระพุทธเจ้า พรหม มนุษย์ต้นกัปป์ เด็กที่ไม่รู้ภาษาอะไรมาก่อน...จะพูดภาษาบาลี
เราลองมาตั้งคำถามเล่นๆว่า
1. คนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ หากเกิดในที่ที่ไม่ใช้ภาษาบาลี ต้องเข้าคอร์สติวภาษาก่อนหรือไม่ ? อิอิอิ (หรือท่านเป็นสัพพัญญูอยู่แล้ว รู้ทุกภาษา ... ท่านพูดอีสานได้ป่าว? อิอิ)
2. พระพรหม พูดภาษาบาลี สันนิษฐานต่อได้ว่า เทวดาพูดบาลีด้วยหรือไม่ หากใช่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ก็น่าจะพูดบาลีด้วย (กรณีที่เชื่อว่าสัตว์เหล่านี้ต้องพูดภาษาอะไรสักอย่างหนึ่ง) กรณีพระมาลัยที่ลงไปโปรดสัตว์ในนรก..ท่าน ก็น่าจะใช้ภาษาบาลีนะ ถ้าเช่นนั้น ภาษาบาลีคงไม่ใช่ภาษาคนชั้นสูง เป็นที่เคารพสักการะเท่านั้น หากแต่เป็นภาษาภพภูมิที่เรียกว่าเป็นเสนีดจัญไรด้วย? อิอิอิ
3. เด็กที่ไม่เคยฟังภาษาอะไรมาก่อนจะพูดบาลี อันนี้เหมือนจะมีเจตนาอ้างความเป็น สากลของภาษาบาลี เป็นรากฐานของภาษาอื่นฯลฯ เรื่องนี้คงเถียงยาก แต่หากไปดูการ์ตูนเรื่อง “ทาซาน“ ก็จะเห็นว่าเด็กพูดภาษาลิง ไม่ใช่บาลี อิอิ (แต่นั่นก็เป็นเพียงละคร และ เด็กอาจถูกสอนภาษาลิงแทนบาลีเสียแล้ว....คิดอย่างนี้ยิ่งไปไกลกว่าละครเสียอีก อิอิ)

กระผมเห็นด้วยกับการสอนหรือรณรงค์ให้คนเรียนภาษาบาละครับ เพราะตัวเองก็สนใจเรื่องนี้มาตลอด (อ้างเพื่อความชอบธรรม?) เพียงไม่อยากให้ใช้นโยบายประชานิยมที่งมงายเกินจริง ปลูกฝังความเชื่อผิดให้แก่ผู้เรียน แท้จริงภาษาบาลีคุณประโยชน์มากเช่น ช่วยให้ผู้รู้ภาษากลับไปหาคัมภีร์ต้นฉบับเมื่อครั้นเจอคำกวมที่แปลเป็นไทยแล้ว เช่น “เมียเศรษฐีสามคน” วลีนี้อาจเข้าใจได้หลายความหมายเช่น
1. เศรษฐี 1คน เมีย 3 คน
2. เศรษฐี 3 คน เมีย1คน
3. เศรษฐี 3 คน เมีย 3 คน หรือกระทั่ง
4. เมีย 1 คน ของเศรษฐี 3 คน
ความสับสนเหล่านี้จะหมดไปหากกลับไปดูภาษาบาลี เพราะบาลีมีหลักเรื่องเพศ มาประกอบศัพท์ นั่นคือ เศรษฐีมีรูปศัพท์เป็นเพศชาย เมีย/ภริยา มีศัพท์เป็นเพศหญิง ส่วน 3 (คน) นั้นเป็นตัวขยาย รูปศัพท์ขึ้นอยู่ว่าจะขยายตัวใดก็คล้อยรูปไปตามศัพท์นั้น ฉะนั้นในภาษาบาลี คำว่า 3 จึงดูง่ายว่าอยู่ในรูปเพศใด ซึ่งก็หมายถึง จะต้องแปลให้ขยายศัพท์นั้นได้แบบเดียวเท่านั้น นี่เป็นความชัดเจนของภาษาบาลี

นี่เป็นประโยชน์หนึ่งที่น่าจะใช้ได้กับการรณรงค์ให้คนศึกษาบาลีครับ โดยไม่ต้องอ้างอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นศาสนานิยม ชาตินิยม ที่เน้นให้เห็นว่าคนรู้ภาษาที่ประเสริฐเช่นนี้จะมีบุญและประเสริฐกว่าคนอื่นๆ อิอิ ที่สำคัญเมื่อมีความรู้ด้านภาษาแบบไม่งมงายแล้ว ก็จะสามารถทำงานให้ศาสนา และช่วยแนะนำให้ความรู้คนในทางที่ถูกต้องและมีเหตุผลได้ครับ

รับผิดชอบต่อการเทศน์สอน

รับผิดชอบต่อการเทศน์สอน.....เรื่องนี้ดูจะมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ไม่นานมานี้ เพื่อนรักคนหนึ่งส่งจดหมายมาเตือนเรื่องการเทศน์สอนคน ซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อพระทั้งหลายเป็นอย่างมาก อาจรวมถึงอาจารย์ฆราวาสที่สอนธรรม หรือกระทั่งครูในโรงเรียนที่อบรมให้แนวคิดเด็กด้วย

เพื่อนคนนี้ต้องการบอกว่า การทำหน้าที่เทศน์สอนให้คนเชื่อและปฏิบัติตาม ผู้สอนจะได้รับผล 2 ประการคือ
1.หากสอนไปในทางที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฎฐิ ผู้สอนก็จะได้รับบุญมหาศาลเหมือนพระพุทธเจ้าหรือเหล่าสาวก ซึ่งถือเป็นการให้ธรรมะที่จะนำพาชีวิตเขาไปสู่สิ่งดีงามได้
2. หากสอนไปในทางผิด มิจฉาทิฏฐิ ก็ทำให้ชีวิตผู้ฟังตกต่ำ ตัดสินใจในทางที่ผิด และตัวผู้สอนก็ต้องได้รับผลกรรม ตกอบาย ทุคติเป็นต้น

การกล่าวเตือนครั้งนี้เป็นเรื่องดีมาก เพราะกระผมก็เคยเห็นพระบางท่านที่กลับใจได้ เทศน์มาเป็น 20 ปี แล้วเพิ่งมาศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจังเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ท่านถึงกับสารภาพด้วยความบริสุทธิ์ ใจเลยว่า ท่านขอโทษจริงๆ เมื่อก่อนเทศน์ไปตามอารมณ์ หวังลาภ ปัจจัย ไม่เคยคิดจะช่วยให้ใครถึงธรรม .. ปัจจุบันนี้สมาทานจะเทศน์สอนเฉพาะเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนเท่านั้น

กระผมอยากกลับไปประเด็นความหวังดีของเพื่อนอีกนิดหนึ่ง นั่นคือคนปัจจุบันกลับมองว่า ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อเท่านั้น ผู้สอนก็มีหน้าที่โน้มน้าวผู้ฟังให้ เชื่อตามตัวเอง (หรือสิ่งที่ตนเชื่อ...เช่น พุทธวจนะ พุทธทาส พระไตรปิฎก หลวงพ่อชา หลวงตามหาบัว ฯลฯลฯล ตลอดจนอีก 108 ลัทธิ) ไม่มีคนมองว่า ศาสนาเป็นการเสนอแนวทางอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้คนเลือกรับ และมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะใช้วิจาณญาณตัดสินใจสมาทานเอาไปปฏิบัติตามกำลังความสามารถของตนเอง (มิใช่การหลอกให้เชื่อหรือสอนไปอย่างไรต้องเชื่ออย่างนั้น)

กระผมจึงขอปัดความรับผิดชอบที่เกิดจากการสอนแบบสองประเภทข้างต้นนี้ เพราะเชื่อว่าตนสอนเพื่อให้คนคิด ให้คนเติบโตทางปัญญาและเลือกสิ่งที่เขาเห็นว่ามีสาระด้วยตัวเขาเอง กระผมไม่เคยสอนให้ใครเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระไตรปิฎก หรือพุทธวจนะ กระทั่งอาจารย์ทั้งหลาย และในทางตรงกันข้ามก็ไม่เคยสอนว่าให้ปฏิเสธคนเหล่านี้ตั้งแต่ต้น อย่าไปรับฟังเพราะไม่ใช่ของจริงฯ

ขอยกตัวอย่างอาจารย์ชื่อดังสายมหายานคนหนึ่ง คือ นาคารชุน (Nagarajuna) ท่านใช้วิธีการสอนคล้ายโสเกรตีส ที่ซักให้คนตั้งคำถามกับความเชื่อตัวเอง เช่น มีภาษิตว่า “ปัจจุบันเท่านั้นที่มีจริง อดีตผ่านไปแล้วก็หายไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา..ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะมีจริงหรือไม่” นาคารชุนก็จะซักให้คิดว่า .... ปัจจุบันมีได้เพราะเราเอาอดีตกับอนาคตมาวัด หากปฏิเสธทั้งสองทิ้งไป ก็จะไม่มีปัจจุบันเหมือนกัน การถกเถียงของท่านไม่ได้เป็นไปเพื่อเอาชนะ แต่เพื่อช่วยไม่ให้คนยึดติดกับแนวคิดใดจนมองไม่เห็นข้อเท็จจริงอื่น ยิ่งกว่านั้นจะสังเกตได้ว่า แนวคิดแบบนาคารชุนวางอยู่บนกฏปฏิจจสมุปบาทตลอด คือสรรพสิ่งอาศัยเหตุปัจจัยในการก่อให้เกิด (แนวคิดท่านจึงเรียกว่า สุญญตา ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลยแบบอุจเฉททิฏฐิ แต่เพราะเมื่อมองลึกๆแล้ว สรรพสิ่งล้วนไม่มีตัวตนให้ยึด เห็นแต่เหตุปัจจัยที่มาประกอบกันเท่านั้น ... Dependent co-arising)

ท่านได้เดินทางไปโต้วาทีกับหลายคน จนเป็นที่ยอมรับ แต่ก็มีคนตั้งคำถามว่า เขาพูดอย่างนี้ก็ผิด ตอบอย่างโน้นก็ผิด .... (เพราะเขายึดติดกับแนวคิดที่เป็นอัตตา) แล้วทำไมท่านนาคารชุนไม่ตั้งสำนักตัวเองขึ้นมาเพื่อตอบคำถามแบบ Absolute truth ? .... คำตอบคือ หากท่านให้คำตอบที่ตายตัวโดยการตั้งสำนักขึ้นมา วันหนึ่งก็จะมีคนยึดถือคำสอนท่านเป็นสรณะ บ้างก็จะมาเชื่อคำตอบท่านอีกตามเคยเพราะถือว่าท่านเป็นอาจารย์ (การปฏิเสธ/เถียงอาจารย์เป็นบาป?) แนวคิดของท่านเพิ่งได้รับการจัดประเภทช่วงหลังเมื่อท่านตายแล้ว กระทั่งเรื่องนิกายก็ถูกจัดให้เป็นมหายานโดยที่ท่านก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นมหายานหรือเถรวาท .... อันนี้เป็นตัวอย่างการสอนที่ไม่ได้ปลูกฝังความเชื่อครับ...เพื่อยืนยันว่า การสอนโดยไม่ปลูกศรัทธามีอยู่จริง

อย่างไรก็ตาม คำเตือนให้ผู้สอนรู้จักรับผิดชอบต่อการเทศน์สอนของตนเองนี้ถือว่ามีประโยชน์มาก คนที่เป็นพระทั้งหลายอาจถือไปพิจารณาให้ได้ว่าตนเองควรมีความรับผิดชอบในด้านใดบ้าง อาจส่งผลในการตัดสินใจสอนธรรมะครั้งต่อไปของตนได้ หากจะให้กระผมหาความรับผิดชอบจากคำเตือนนี้ ก็พอมองได้ว่า ต้องรับผิดชอบตรงที่สอนให้คนเสียเวลาคิด/ศึกษา ซึ่งบางทีการที่เขาฟังแล้วเชื่อไปเลย ปฏิบัติด้วยศรัทธาแรงกล้าอาจพ้นทุกข์เร็วกว่าด้วยซ้ำโดยไม่ต้องเสียเวลานั่งวิเคราะห์หรือเปรียบเทียบแนวคิด เหตุที่กระผมยังสมาทานแนวคิดเช่นนี้อยู่ เพราะเชื่อลึกๆว่า คนไม่สามารถพ้นทุกข์ได้หากเขายังงมงาย เชื่อเรื่องไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่รู้จักมองปรากฎการณ์ให้แตก ยังไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไรต่อเทวดา/สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ทราบว่าการทำบุญคืออะไร ทำบุญให้ผู้ตายจะมีผลหรือไม่ เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บิณฑบาต กับ การเป็นกิ๊ก



บิณฑบาต กับ การเป็นกิ๊ก ..... อิอิ อันนี้เป็นการแสดงความรู้สึกในฐานะพระจริงๆนะครับ (ไม่ใช่พระปลอม?) ที่ผ่านประสบการณ์ด้าน “การบิณฑ์” มากว่า ๑๐ ปี อิอิอิ เห็นว่าเป็นเรื่องน่าบอกเล่า เพราะบางทีอาจทำให้ชาวบ้านได้รู้ถึงความสัมพันธ์ที่ตนมีต่อพระสงฆ์ทุกๆเช้าก็เป็นได้

อาตมาไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยมีกิ๊ก หรือ เคยเป็นกิ๊กกับใครหรือไม่ (กรณีที่เคย ก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด จนกว่าสื่อมวลชนจะจับได้คาหนังคาเขา อิอิ) จึงอาจไม่เข้าใจความหมายหรือความรู้สึกที่แท้จริงของการเป็นกิ๊กผ่านประสบการทางโลก แต่ปัจจุบันมีความรู้สึกบางอย่าง ลักษณะคล้ายการตกเป็นตัวสำรอง มีความสำคัญแค่บางช่วงเวลา นั่นคือ ขณะออกบิณฑบาต และโยมไม่มีตัวจริงให้ใส่ อิอิ.....

คนทั่วไปจะนิยมใส่พระขาประจำ ที่ตนเองรู้จักและได้สนทนากันบ่อย ส่งผลให้พระใหม่ๆ (อาจมาอยู่ใหม่) ไม่มีเจ้าภาพใส่ประจำ บิณฑบาตได้บ้าง อดบ้าง ซึ่งตรงข้ามกับพระที่มีโยมรู้จักดี ท่านได้ในระดับที่เท่ากันเกือบทุกวัน ให้นึกภาพง่ายๆว่า หากท่านเดินนำหน้าเราไป โยมใส่บาตรท่านแล้วก็ขนของกลับเข้าบ้าน โดยแหล่ตาหันมามองเราแวบหนึ่งที่กำลังเดินตามหลังมา หรือถ้าเราเดินไปก่อน ก็ปล่อยให้เราผ่านไปโดยไม่รั้งรอ ไม่มีแม้แต่เสียงทักทาย ครั้งผ่านไปสักระยะ กะได้ว่าพระรูปที่โยมรู้จักคงมาถึงหน้าบ้านเขาพอดี ก็ได้ยินเสียงกล่าวขึ้นว่า.....”นิมนต์เจ้าค่ะ” อิอิอิอิ

ถ้าเราอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ จะรู้ได้เลยว่า ชีวิตเราช่างไม่มีความหมายอะไรเสียเลย เราน่าจะเดินออกไปกลางถนนให้รถชนเสียก็ดีนะ....แต่อย่ากระนั้นเลย เดินต่อไปดีกว่า เราอาจมีรักแท้กับเขาบ้างสักวันหนึ่ง อิอิอิอิ (ฝันตอนเช้า?)

ที่เจ็บปวดกว่านั้น โยมที่เคยมองข้ามเราไป ทำเฉยเวลาเราผ่านหน้าบ้าน กลับให้ความสำคัญกับเรา เมื่อพระขาประจำที่ตนใส่อยู่ไม่มาบิณฑบาต อาจเป็นเพราะกลัวของจะเหลือ หรือจะเสีย เลยนิมนต์เราไปรับแทน......นี่ถ้าไม่เรียกว่าตัวสำรอง หรือ กิ๊ก แล้วจะเรียกว่าอะไรว่ะ...อุ้ย โทษที ขอลบคำว่า ว่ะ อิอิ

โยมหลายคนก็นิยมพระดังที่มีชื่อเสียง ต้องเป็นพระครู พระมหา หรือพระนักเทศน์ ถ้าพระเหล่านี้มาก็แสดงความหน้าชื่นตาบาน (ส่วนเรานี่ หน้าชื่น อกตรม อิอิ) แห่กับไปใส่บาตร กระซิกกันว่า ท่านพระครูมาแล้ว พระมหามาแล้ว..... แล้วอาตมาล่ะ???? ม..ม้า กับ ห...หีบ สลับกันใช่ใหม??(พระหมา) อาตมาไม่อยากจะโม้ว่าตัวเองเป็นใครหรอก อิอิอิ เรื่องนี้นึกถึงสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเรื่องการอวดอุตตริมนุสธรรม (สิ่งวิเศษที่คนทั่วไปไม่มี เช่น อวดว่าตัวเองขลัง ศักดิ์สิทธิ์....หรือไม่อวดเอง ให้คนอื่นช่วยโปรโมทให้ก็ได้) ต้องขาดจากความเป็นพระ คือ อาบัติปาราชิก เหตุที่ต้องบัญญัติ เพราะไม่ให้พระใช้คุณลักษณะพิเศษของตนไปใช้เป็นเครื่องมือในการหากิน ทำให้พระธรรมดาที่กำลังปฏิบัติอยู่แต่ยังไม่สำเร็จ หรือพระอรหันต์ที่ท่านไม่มีฤทธิ์ก็ต้องอด เพราะคนจะเข้าใจว่า พระแท้ต้องขลังเท่านั้น อีกอย่าง จะทำให้คนเลือกพระในการทำบุญ พระบางกลุ่มจะอ้วนพี บางกลุ่มจะอดอยาก (ซึ่งชี้ไม่ได้ว่า ท่านที่อ้วนพีเป็นคนดี หรือที่อดอยากเป็นคนชั่ว) จึงเป็นเรื่องไม่สมควร....ถ้าดูตามวัตถุประสงค์นี้ การโปรโมทความเป็นพระครู หรือ มหา.....(โดยมีจุดประสงค์ให้คนศรัทธา) จะเป็นอาบัติปาราชิกด้วยไหมหนอ?

ไม่ใช่ทุกวันที่พระธรรมดาจะได้น้อยนะครับ อย่างน้อยวันพระ เราก็ได้จนถือไม่ไหว เพราะคนมีความเชื่อเรื่องวันศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง.... ที่จริงอาตมาเคยพูดเรื่องที่มาและความสำคัญของวันพระไว้แล้วนะครับ....ไม่อยากพูดซ้ำให้เสียเวลา ว่างๆลองเข้าไปดูในยูทูบ แทนการดูข่าวดารา หรือเต้นท่าม้าซะบ้าง อิอิ เพราะอันนี้มีผลกับชีวิตโยม และพระที่เป็นเพื่อนมนุษย์ของโยมโดยตรง วันที่เราต้องถือหนัก ชาวบ้านก็คิดแต่จะใส่เพราะต้องการบุญ ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของเราเลยว่าลำบากแค่ไหน มือหนึ่งถือราวเกือบ ๑๐ กิโล นิ้วอาตมายาวขึ้นทุกวัน อิอิ จะบอกปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะโยมใส่ตังค์ด้วย อิอิอิ พูดเล่นครับ เพราะถ้าจะปฏิเสธ ก็จะต้องมีพระรูปอื่นที่โยมพอจะใส่แทนได้ ไหนๆอุตส่าห์ขับรถมาจากบ้าน ที่จริงก็ปฏิเสธได้อยู่นะ ถ้าโยมเข้าใจเรื่องการทำบุญ ว่ามีหลายแบบ โยมยังเลือกทำบุญอย่างอื่นได้ หรือ ทำวันอื่น (ที่เราอดอยาก) ได้ .... แต่นี่ เราไม่เคยได้ตกลง ทำความเข้าใจ และให้ความรู้เรื่องนี้กัน พระที่เทศน์สอนโยม ก็พูดเรื่องอะไรไม่รู้ จะเอาแต่เงิน อิอิ(อย่าไปบอกพระนะ) มองข้ามเรื่องการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานไปหมดฯ เกิดพูดปฏิเสธไปตรงๆ โยมอาจโกรธ เลิกใส่บาตรไปตลอดชีวิตเพราะหาว่าพระเรื่องมาก แล้วคนที่อดก็คือ อาตมาอีกนี่แหละ เพราะพระท่านอื่นเขามีโยมขาประจำ อิอิอิอิ ยิ่งพูดยิ่งเจ็บใจ

การถวายสังฆทาน เป็นการให้ชาวพุทธรู้จักแบ่งปันสิ่งของที่ตนมี แก่ผู้ที่ขาด หนึ่งในนั้นคือพระ เนื่องจากท่านไม่ได้ประกอบอาชีพอย่างอื่น เป็นผู้ไม่มีเรือน หมายถึงไม่ต้องมารับผิดชอบเรื่องแบบชาวบ้าน เช่น ทำไร่ ไถนา หรือ กระทั่งหุงข้าว ท่านจึงมีเวลาในการศึกษา ปฏิบัติ และสั่งสอนธรรมะมากกว่าคนปกติ เพราะเราเล็งเห็นคุณค่าอันนี้ เลยแบ่งปันอาหารเป็นต้นให้(เพื่อท่านจะได้ไม่มาเสีเวลาเหมือนเรา) ฉะนั้น การถวายทาน จึงต้องตระหนักเสมอว่า เพื่อช่วยให้ท่านทำกิจทั้ง ๓ อย่างนั้นง่ายขึ้น แต่ปัจจุบัน เราไม่เข้าใจเป้าหมายนี้ ถวายน้อยเกินไป หรือมากเกินไป จนบางครั้งทำให้ท่านไม่มีเวลาในการทำกิจส่วนตัว ต้องเอาเวลามาสนองความต้องการของชาวบ้าน เพียงเพราะความเชื่อบางอย่างที่งมงาย หมอดูบอกมา รู้สึกว่าดวงไม่ดี พระจึงต้องนั่งรับสังฆทาน สะเดาะเคราะห์ให้โยมจนไม่มีเวลาทำกิจของศาสนาคือการพัฒนาตนเองที่แท้จริงได้ (แต่พระหลายรูปก็เต็มใจทำนะ อิอิ....)

อาตมาขอบอกตามจริงเลย...และโยมควรจำไว้ให้ดี เพราะอาจไม่มีใครบอกโยมอีก....อิอิ นั่นคือ การทำบุญที่มาเพราะหวังอยากได้บางอย่างตอบแทน เช่น ความโชคดี หรือ ทำเพราะความกลัว (ชะตาจะขาด รีบต่ออายุ) แม้กระทั่งเลือกทำกับคนที่ตนรักจนมองไม่เห็นคนอื่น สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นบุญในทางพุทธศาสนาเลย เพราะถ้าจะทำอย่างนั้น ศาสนาไหนก็สอนได้ แต่บุญของพุทธศาสนา ต้องทำเพื่อชำระกิเลส อย่างน้อยที่สุดคือ ความโลภ เราทำเพราะอยากให้คนอื่นได้มีกินมีใช้ ไม่ใช่ทำเพื่อแลกกับโชคชะตาตัวเอง ใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือในการสำเร็จความใคร่ในการทำบุญของตัวเอง ใครจะเป็นอย่างไรฉันไม่สน แค่ให้ฉันได้ทำบุญก็เป็นพอ การทำอย่างนี้อย่าว่าจะเกิดบุญเลย แม้ความเสียสละก็ไม่มี....ส่วนเรื่องประโยชน์ก็ได้อยู่แล้ว นั่นคือ คนที่รับทาน ก็ได้ใช้สอย หรือ เอาไปขายต่อได้ อิอิอิ

ถ้าเราศึกษาทางจริยศาสตร์ มีนักปรัชาคนหนึ่งชื่อ Immanuel Kant ซึ่งการอธิบายของแกสอดคล้องกับพุทธศาสนามาก นั่นคือ เราต้องทำความดี เพราะเห็นว่ามันเป็นความดี (หรือหน้าที่) ไม่ใช่ทำเพราะแลกกับอะไรบางอย่าง ถ้าเราทำอย่างนั้น ก็เท่ากับเราใช้คนหรือวัตถุนั้นเป็นเครื่องมือให้สมประสงค์ของเรา และนั่นจึงไม่ได้มาจากเจตนาที่บริสุทธิ์ (Pure reason) เช่น เราปล่อยปลา เพราะเรากลัวตาย กลัวเจ้ากรรมนายเวร เราไม่ได้สงสารชีวิตปลานั้นจริงๆ Kant มองว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งไม่มีความหมาย(ในแง่จริยธรรม) ทางพุทธศาสนาก็ถือว่าไม่ได้เป็นบุญ เพราะเราไม่ได้ชำระกิเลส แต่ทำเพื่อส่งเสริมกิเลส (ต่อให้การกระทำนั้นดีก็ตาม...ซึ่งความดี เป็นเรื่องของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอีกต่อหนึ่ง)

คำถามจึงมีอยู่นิดเดียวว่า...ฐานะที่เราเป็นมนุษย์ เราไม่สามารถทำความดีด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ได้เลยหรือ ไฉนต้องเอาเรื่องอื่น ความเชื่ออื่น มาบีบให้เราต้องทำความดีอยู่เสมอ...???

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้โยมมาช่วยใส่บาตรอาตมานะครับ อิอิ เพียงแต่อนาคตหากเป็นได้ ก่อนทำบุญ ลองสังเกตดูพระสักนิดหนึ่ง ว่าท่านมีมากหรือยัง? มีใครที่เราควรช่วยเหลืออีกบ้าง ? ทุกวันมีความสำคัญต่อปากท้องของพระหมด ไม่เฉพาะวันพระเท่านั้น เราควรช่วยกันทำในวันอื่นบ้าง (เพราะบุญอยู่ที่มีเจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่วัน) และความจริง การทำบุญมีหลายแบบ ฐานะที่เป็นชาวพุทธ เราลองหันไปหาบุญแบบอื่นบ้างดูสิครับ เช่น ทราบว่าวันนี้เป็นวันพระ อย่างไรเสียพระก็มีอาหารมากพอแล้ว แทนที่จะไปถวายอีก เราก็อาบน้ำให้สบาย นั่งสมาธิสักครึ่งชั่วโมงเพื่อตามรู้อารมณ์ ความคิดตัวเอง จะเป็นประโยชน์กว่าหรือไม่? หรือเอาพระไตรปิฎกมาอ่าน รู้จักตั้งคำถาม หาแนวทางประยุตก์ใช้ในชีวิตจริง จะทำให้ชีวิตเราดีงามกว่าการขับมอเตอร์ไซด์ใส่บาตรวันพระหรือไม่? ชาวพุทธคือ คนที่ดำเนินชีวิตด้วยความรู้นะครับ ไม่ใช่ความเชื่อหรือประเพณี..... หรือให้ง่ายที่สุด ลองเอาศีลมาทบทวน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นฯ มีความเมตตา ช่วยเหลือกัน เอาอันนี้มาทำ ดีกว่าจะรอไปทำบุญ แต่ชีวิตประจำวันคลุกอยู่กับการเบียนเบียน ฉ้อโกง โกหก นินทาฯลฯ

ถ้าทำเช่นนี้ได้ เราจะไม่เห็นภาพพระรูปหนึ่งถือของจนล้นมือ อีกรูปไม่ได้อะไรเลย....การเป็นกิ๊กที่โยมเห็นความสำคัญของอาตมาต่อเมื่อไม่มีพระท่านอื่นสนองความต้องการของโยมก็จะหมดไป...ด้วความปรารถนาดีจาก....พระ ที่ไม่อยากเป็นกิ๊ก อิอิอิอิ

การศึกษาพระไตรปิฎก กับ การคิดเชิงวิพากษ์



การศึกษาพระไตรปิฎก กับ การคิดเชิงวิพากษ์.......เรื่องนี้อาจทราบดีกันอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่อยากนำมาแบ่ง สามารถแสดงความไม่เห็นด้วยครับ เพราะบางทีผมอาจนำเสนอผิด อิอิ

วิชาการ...ไม่ใช่การอ้างอิงหนังสือ หรือพูดให้คนอื่นฟังไม่รู้เรื่องนะครับ แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ฉลาด มีเหตุมีผล ทำให้ผู้ฟังสามารถเลือกที่จะเชื่อหรือรับเอาสิ่งที่มีเหตุผลและตรงกับจริตของตัวเองได้ การศึกษาในแง่วิชาการ(ที่เป็นวิชาการจริงๆ ไม่ใช่ของปลอมที่อยู่ในเมืองไทยนะครับ)มีลักษณะการคิดในเชิงวิพากษ์    ปัจจุบันมหาวิทยาลัย(ที่อาจไม่ใช่มหาวิทยาลัยสงฆ์หรือโรงเรียนสอนศาสนาอื่นๆ)นำมาใช้อย่างแพร่หลาย ที่เห็นชัดคือ สาขา ปรัชญา หรือ การเมือง... ที่ไม่สอนให้คนเชื่อ แต่เสนอแนวทางให้คนเลือกสิ่งที่มีสาระมากที่สุด โดยใช้วิจารณาญาณของตัวเอง เช่นการเมือง..... ก็ไม่สอนว่า ประชาธิปไตยดีที่สุด เพราะอำนาจอยู่กับประชาชน ไม่มีผู้อยู่เหนือกฎหมาย อย่างอื่นเลว ..... คอมมิวนิสต์ดีที่สุด ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ช่วยกันทำงาน อย่างอื่นเลว เพราะทำให้คนเอาเปรียบกัน เห็นแก่ตัว เป็นต้น

การศึกษาเชิงวิพากษ์ ที่มุ่งให้ผู้เรียนเติบโตทางความคิด จะไม่ป้อนข้อมูลด้านเดียว หรือ สอนให้เชื่อโดยศิโรราบ (ใครไม่เชื่อก็กลายเป็นคนไม่ดี หรือผิดตลอดกาลฯ) เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาสนาหลายศาสนาเมื่อถูกสอนในแง่เชิงวิพากษ์จึงมีการสั่นครอน เพราะเน้นแต่ศรัทธาอย่างเดียว มุ่งให้เชื่อในสิ่งที่คนมองไม่เห็น

 เรื่องนี้ในอดีตไม่เคยมีปัญหากับพุทธศาสนา ที่ธรรมะเป็นประเภท...”สันทิฏฐิโก” (Understandable) คนสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องฝากความเชื่อไว้กับสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น พลัดพรากจากของรักของชอบใจก็เป็นทุกข์ มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ฯลฯ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ฟังแล้วสามารถเข้าใจได้เลย โดยไม่ต้องใช้ความเชื่อในตัวศาสดาหรือพระเจ้ามากำหนด พุทธศาสนาที่เป็นสัจธรรมความจริงจึงไปกันได้กับการตรวจสอบเหตุผลในการศึกษาเชิงวิพากษ์

วิธีการง่ายๆในการเรียนเชิงวิพากษ์...(อาจประยุกต์ใช้กับการศึกษาพระไตรปิฎก หรือ ชมรม พระไตรปิฎกศึกษาของเราได้???) เขาจะไม่เพียงแต่นำเสนอข้อมูลที่ก็อบมาจากนั่น จากนี่เท่านั้น เพราะการก็อบข้อมูลมาวาง อาจมีประโยชน์ที่ทำให้คนได้รับรู้ แต่ไม่เป็นไปในทางให้เกิดปัญญา (เรื่องนี้อาจไม่เสมอไปนะครับ เพราะบางคนต่อให้นำเสนอเฉยๆ ก็มีช่องว่างที่เปิดโอกาสให้คนได้คิดตามได้) แต่การนำเสนอต้องประกอบด้วย

๑. บทความ ที่มา หรือ พระสูตร..... อาจเป็นทั้งหมด หรือตัดมาเฉพาะที่ต้องการนำเสนอให้พอเข้าใจได้
๒. ต้องถามตัวเอง...โดยการอธิบายว่า ตนเองเห็นด้วยกับบทความหรือ พระสูตรนั้นหรือไม่อย่างไร มีความถูกต้อง สมเหตุสมผลหรือไม่? เรื่องนี้ก็อย่ายกให้เป็นเรื่องของพระอรหันต์เท่านั้น ปุถุชนอย่างเราไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ต้องศึกษาอะไรเลย ได้แต่ฟังแล้วเชื่อฯลฯ อย่างที่ยกไปแล้วข้างต้นว่า ธรรมะที่มีเหตุมีผล จะมีความชัดเจนอยู่ในตัว ขอแค่เราเป็นคนมีเหตุมีผลหน่อย ไม่เชื่ออะไรงมงาย(รวมถึงพระพุทธเจ้า) เราก็จะเห็นว่า สิ่งนั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าเราไม่สามารถสรุปได้ว่า สิ่งนี้ถูกหรือผิด เราเห็นด้วยหรือไม่ แค่นำมาวาง...การศึกษาก็ไม่มีความหมายเลยในทางปัญญา นอกจากจะทำให้เราศรัทธามากขึ้นเท่านั้นเอง

เมื่อก่อนฝรั่งเขาอ่านกาลามสูตร แล้วรู้สึกทึ่งกับหลักคำสอนของพุทธศาสนา ที่เน้นไปที่ตัวความจริงเลย ไม่ให้มามัวยึดคน หรือเชื่อศาสดาตนเองอยู่(เพราะการยึดคน จะทำให้เราเชื่อแบบสุดใจ และมองคนอื่นผิดไปหมด....) ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่เน้นเรื่องศักยภาพคนจริงๆ ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองให้ประเสริฐได้ (ไม่เหมือนกับศาสนาอื่นที่เป็นแต่สิ่งที่พระเจ้ากำหนด เดินตามทางที่พระเจ้าชี้นำ มนุษย์ไม่สามารถมีปัญญาหรือพัฒนาถึงขั้นสูงได้) และสมัยที่กระผมเรียนป.ตรี กับอาจารย์ฝรั่ง(ซึ่งสอนด้วยวิธีความคิดเชิงวิพากษ์) ทำให้รู้สึกว่า พุทธศาสนาเป็นสิ่งน่าสนใจ แม้อาจารย์เองก็สนใจ เพราะเรากันสอนด้วยเหตุผล ให้ฝึกตั้งคำถาม อันนี้คุณเชื่อหรือไม่ ฯ

 แต่พอออกมาจากมหาวิทยาลัย(ย้ำว่า ไม่ใช่มหาวิทยาลัยสงฆ์ อิอิ) เจอคนหลายกลุ่ม  กลับรู้สึกว่าสิ่งที่ได้เรียนมานำมาใช้ไม่ได้เลย กลุ่มหนึ่งมีความเชื่องมงาย พระจะหลอกให้ทำอะไรก็ทำ เสียเงินเท่าไหร่ก็ยอม โดยไม่เคยตั้งคำถามว่า ที่ทำไปมีความถูกต้องสมเหตุสมผลหรือไม่....(คงเป็นเพราะไม่ได้เรียน การคิดเชิงวิพากษ์มา อิอิ)

อีกกลุ่มมีความซับซ้อนขึ้นมาก เลิกเชื่อแบบไม่มีเป้าหมาย ใครพูดอะไร ทำอะไรก็ไม่เชื่ออีกแล้ว ขอเชื่อพระพุทธเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น กระผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกลุ่มนี้นะครับ (เพราะที่เขาทำอาจถูก และที่ผมกำลังพูด อาจผิด...เพราะไม่เป็นพุทธวจนะ อิอิ) ถ้าเทียบกับกลุ่มแรก กลุ่มนี้ถือว่าดีกว่ามาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ ประกอบพิธีกรรมงมงาย ไม่ตกเป็นเหยื่อโจรโพกผ้าเหลือง อิอิ แต่ที่รู้สึกกลัวคือ หลายคนพัฒนาไปจนถึงขั้น ไม่ยอมพิจารณาคำพูดใครอีกแล้ว หากสิ่งนั้นไม่ใช่พุทธพจน์ ใครจะอธิบายธรรมะให้ง่ายอย่างไรก็รับไม่ได้(ถือเป็นการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า) หรือกระทั่ง กาลามสูตร ที่ไม่สอนให้เชื่อเพียงเพราะผู้พูดเป็นครูเรา แต่ให้ดูความเป็นจริง มีประโยชน์หรือไม่.....ก็ตีความเป็นว่า พระพุทธเจ้าให้เชื่อท่านคนเดียวเท่านั้น ห้ามไม่ให้เชื่อคนอื่น คำว่าครู ในพระสูตรนี้ หมายถึงครูทั้ง ๖ (สมัยพุทธกาล) หรือใครก็ตามที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า... (ซึ่งสิ่งที่กระผมจะพูดต่อไปนี้อาจผิดก็ได้นะครับ....นั่นคือ หากพระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราเชื่อท่านแบบสนิทใจ  แล้วปฏิเสธทุกคนที่ไม่ใช่ท่าน กระผมมองว่า นี่ไม่ใช่การสอนแบบนักปราชญ์ผู้มีปัญญา หรือ ธรรมะจะมีความเป็นจริงเลย เมื่อกล้าพูดให้เราไม่เชื่อคนอื่น ไฉนจึงไม่รวมตัวเองเข้าไปด้วย ให้เราพิสูจน์....ความจริงก็ไม่เชิงพิสูจน์ แต่ให้ปฏิเสธไปเลย ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่แม่แต่จะตั้งใจเพื่อศึกษา.....) ที่ยกอันนี้มา เพียงเพื่อชี้ให้เห็นว่า...สิ่งที่ได้รับรู้มาถึงหลักการของพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย และเรื่องที่ฝรั่งสนใจพุทธศาสนาเพราะกาลามสูตร กลับใช้ไม่ได้กับคนกลุ่มนี้ เพราะตีความกาลามสูตรต่างกัน สิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำคือ ทำให้พุทธศาสนากลายเป็นศาสนาที่เน้นความเชื่อในตัวศาสดาและตัวพระคัมภีร์ ไม่ต่างจากศาสนาอื่น ... ส่วนเหตุผล ความเหมาะสม เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาภายหลัง หรือต้องทิ้งไปหากไม่ตรงกับพุทธพจน์ฯ อย่างไรก็ตาม อันนี้เป็นเพียงบางส่วน พระไตรปิฎกอีกหลาที่ก็ยังย้ำถึงหลักการของพุทธศาสนาได้ชัดเจนครับ

ความจริง สิ่งที่เราน่าจะร่วมกันพิจารณาอีกครั้งคือ การศึกษาในพุทธศาสนาคืออะไรกันแน่?  การศึกษาพระไตรปิฎก ต่างกับการศึกษาทั่วไปอย่างไร? เราสามารถนำการคิดเชิงวิพากษ์มาใช้กับพุทธศาสนาได้หรือไม่? หรือ เราต้องใช้ศรัทธามากำหนด ไม่รับสิ่งที่ไม่ใช่พุทธพจน์?

กรณีที่เราเห็นว่า การศึกษาควรต้องมีการเปิดใจ รับฟังเพื่อพิจารณาหาความจริง ) ไม่รีบรับ ไม่รีบปฏิเสธ ไม่ว่าคำพูดนั้นเป็นของใคร อะไรก็ตามจะรับก็ต้องมีความสมเหตุสมผล การศึกษาประเภทนี้ก็จะทำให้เราเติบโตทางปัญญา(อันเป็นจินตามยปัญญาในเบื้องต้น และเมื่อปฏิบัติจนเกิดผลก็กลายเป็นภาวนามยปัญญา)



หรือหากเราเห็นว่า การศึกษาที่มีการถกเถียงกัน แสดงเหตุผลกันเป็นเรื่องเสียเวลาในการปฏิบัติ เราควรนำพุทธวจนะมาเผยแพร่ และเน้นให้เชื่อพุทธวจนะไปเลย จะได้ไม่ยุ่งยาก เพราะอย่างไรเสีย การเชื่อพระพุทธเจ้าก็มีแต่ดีโดยส่วนเดียว ไม่มีเลวเลยการศึกษาของพุทธศาสนาก็เปลี่ยนวิธีการเสียใหม่ โดยไม่ต้องยอมรับแนวการสอนแบบตะวันตกให้คนคิดตั้งคำถาม (เพราะคัมภีร์ของเราจริงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์) นำเสนอสิ่งที่มีในพระไตรปิฎก เชื่อ และนำไปปฏิบัติ หากมีการถกเถียง ก็ต้องอ้างเฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกเท่านั้น (ไม่รับเหตุผลอย่างอื่น เพราะปุถุชนสามารถผิดพลาดได้ ไม่เหมือนสัพพัญญู) ซึ่งการศึกษาโดยการมุ่งให้เชื่อพระคัมภีร์ มีข้อดีง่ายๆคือ ทำให้คนมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะหากมีข้อขัดแย้งก็กลับไปหาพระคัมภีร์ และเมื่อนำไปปฏิบัติ...ที่สุดก็อาจเข้าถึงภาวนามยปัญญาได้ฯ