มีวันนี้เพราะแม่ให้......แม่นำเงินมาถวาย 1,000 บาท ปกติจะปฏิเสธแต่วันนี้ไม่..เนื่องจากเห็นว่าเป็นวันแม่แห่งชาติ อยากเปิดโอกาสให้แม่ได้ทำหน้าที่แม่ที่ดีบ้าง อิอิอิ
หนูต้องขอโทษจริงๆ ที่แม้โตแล้ว ก็ยังต้องให้แม่ส่งเสียทุกเดือน แต่โดยเฉลี่ยเพียงเดือนละหนึ่งพันบาท คงไม่รบกวนแม่มาก หนูไม่เคยคิดจะไปหางานทำเพื่อให้ได้เงินเป็นหมื่น เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น เงินหนึ่งพันบาทก็พอประทังชีวิตอยู่ได้ ทั้งค่าเดินทางและค่าถ่ายเอกสาร หนังสือที่อ่านก็ยืมฟรีจากห้องสมุด ฉะนั้นจึงไม่ควรเอาเวลาที่มีไปแลกกับการต้องทำงาน หาเงิน จนไม่มีเวลาเพียงพอให้ตัวเอง ขณะเดียวกัน แม่เองก็พอมีเงินอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ได้รับเงินจากหนูแม่ก็อยู่ได้
หนูจึงไม่มีอะไรตอบแทนแม่ได้เลย ไม่เคยคิดจะล้างเท้าแม่ กราบเท้าแม่ หรือซักผ้าให้แม่...ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ได้โปรดทำเองเถอะนะ หากไม่ไหวก็ขอให้พ่อและพี่สาวช่วยเถอะ อิอิ เพียงแต่ขอสัญญาในฐานะพระ...ว่า
1. ต่อให้หนูมีโอกาสเลี้ยงดู อุปัฏฐากตอนแม่ป่วย/แก่ชราจริงๆ หนูจะไม่ถ่ายรูปตอนหนูเช็ดตัวให้แม่ เข็ญรถพาแม่ชมสวน ออกเผยแพร่ในเฟสบุคเหมือนที่หลายคนชอบทำเด็ดขาด อิอิ
2. หนูจะพยายามอย่างถึงที่สุด เพื่อจะไม่หลอกเอาเงินจากญาติโยมทั้งในทางตรงและทางอ้อม ในฐานะผู้ทรงอาคมศักดิ์สิทธิ์ และ ผู้ทรงคุณธรรมที่จะหล่อหลอมให้สังคมมีความสุข เชื่อลึกๆว่า แม่อาจภาคภูมิใจในพฤติกรรมข้อนี้ของหนูได้....หมายเหตุ...สัญญาข้อนี้จะสิ้นสุดลงทันที เมื่อแม่เลิกส่งเงินให้หนูเดือนละพัน เพราะธรรมดามนุษย์ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดตามทฤษฎีวิวัฒนาการ อิอิ
สุดท้าย หนูรู้สึกโชคไม่ดีนักที่แม่คลอดหนู
มาให้อยู่บนโลกนี้ ในท่ามกลางผู้คนที่หลากหลาย ทั้งคนดี คนชั่ว คนเจตนาดี
และตอแหล แต่หากแม่ไม่คลอดหนู แล้วอีด่างเลือกทำหน้าที่นี้แทน หนูก็คงลำบากมากกว่านี้ เป้าหมายอย่างเดียวที่อยากทำเพื่อแม่คือ ให้แม่มีโอกาสได้พัฒนาสติ สัมปชัญญะ และพอกพูนปัญญาตัวเอง จนสามารถพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้คับ จึงมีความปรารถนาอย่างยิ่งว่า หากเราทั้งสองคนต้องตายจากกันไป ก็ขอให้อย่าได้ผุดได้เกิดกันอีกเลยนะ
ปล.หนูรักแม่เหมือนเดิมครับ อิอิอิ
ช่างโชคดีเหลือเกิน ที่ผมนับถือศาสนาอิสลาม.....เดือน รอมาฎอนนี้ มุสลิมที่คุ้ยเคยกันท่านหนึ่งพูดให้ฟังว่า ผมโชคดีเหลือเกินคับหลวงพี่ ที่เป็นมุสลิม คนมีรายได้น้อยอย่างผม ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าเล่าเรียนลูกและค่าอาหารประจำวันก็หมดพอดีครับ แทบไม่มีเงินเก็บ เหตุที่พอดีเพราะผมเป็นมุสลิมคับ
1. ไม่ต้องจ่ายเงิน ใส่ซองในงานศพคนรู้จัก เพราะประเพณีมุสลิมเราทำกันวันเดียวจบ ยิ่งงานที่อยู่ไกลก็ไม่ต้องไปครับ เพราะไม่ทัน แต่โดยสรุป เราไม่เน้นเรื่องเงินครับ ซึ่งต่างจากคนพุทธ แถมในงานศพก็มีการละเล่นร้องเพลงอย่างสนุกสนาน เล่นการพนัน เลี้ยงเหล้า ซึ่งมุสลิมทำไม่ได้ครับ รวมทั้งการต้องบริจาคเงินสมทบกฐิน ผ้าป่า ที่วางเกลื่อนในทุกที่...โชคดีที่ผมเป็นมุสลิม ไม่ทำเพื่อนก็ไม่ว่าอะไรคับฯลฯ
2. เรานับถือพระเจ้าองค์เดียว บูชาท่านก็ไม่ต้องใช้ดอกไม้ ธูปเทียนอะไรเลย ต่างจากคนพุทธที่ต้องจ่ายเงินกับของเหล่านี้ บางคนต้องซื้อหิ้งพระ เช่าพระตามวัดต่างๆ เป็นประจำ จะออกรถก็ต้องไปหาฤกษ์ยามและพาไปให้พระเจิม ซึ่งก็ต้องจ่ายเงินอีก ถ้าผมเป็นคนพุทธ เงินเดือนผมไม่พอแน่ๆครับ
3. คนพุทธบวชแค่ครั้งเดียว สึกออกมาแล้วจะทำตัวอย่างไรก็ได้ เพราะถือว่าได้บุญไปแล้ว แถมการบวชยังเอาเปรียบผู้หญิงอีก กันไม่ให้ผู้หญิงได้บวช ส่วนมุสลิมเรา หญิงชายเท่ากันครับ และต้องบวชในเดือนรอมาฎอนทุกปีจนตาย เพื่อได้ถือศีล ใช้ชีวิตแบบสมถะ เข้าใจความรู้สึกว่าคนจน คนหิวโหยเป็นอย่างไร จะได้เมตตาและช่วยเหลือเขาครับ
4. สถานศักดิ์สิทธิของคนพุทธมีเต็มไปหมด ทั้งรอยเท้าพระพุทธเจ้า รอยเท้าอรหันต์ วัดนั้นก็บอกว่าตัวมีพระธาตุ ต้องไปกราบไหว้บูชากันไม่จบไม่สิ้น ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ จ่ายเงินก็เยอะ ส่วนมุสลิม มีเมกกะที่เดียวครับ และห้ามไม่ให้มีการจำลองสร้างในที่อื่นด้วย ปกติในชีวิตหนึ่งก็ไปกันครั้งเดียวครับ ส่วนคนที่เงินไม่พออย่างผม ศาสนาก็อนุโลมไว้ว่าไม่เป็นไร สรุปคือ ผมอยู่ได้อย่างผาสุกเพราะศาสนาอิสลามคับ
5. ผมว่า...หากจะเอาวิถีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาใช้ ก็ต้องนับถือศาสนาอิสลาม เพราะวิถีมุสลิมเท่านั้นแหละครับที่จะอยู่แบบไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หลงงมงายไปทั้งกับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หลากหลายและวัตถุนิยมในปัจจุบันครับ
อาตมาเชื่อว่า....โยมคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่นศาสนาไรเลยเลย เขาเพียงแต่ต้องการเล่าวิถีชีวิตตัวเองซึ่งเป็นมุสลิมและเห็นว่า ตนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เพราะอิสลาม...ซึ่งก็จริงครับ อิอิ อาตมาฟังแล้วไม่รู้จะพูดอย่างไรเลย ได้แต่บอกโยมแกไปนิดเดียวว่า อาตมาเห็นด้วยกับโยมอย่างมากเลย อยากให้ชาวพุทธหันมาใช้ชีวิตแบบโยมจัง...ออ ส่วนกรณีที่โยมยกมาทั้งหมดนั้น ไม่มีในหลักปฏิบัติของศาสนาพุทธหรอกครับ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาไปเอามาจากไหน อิอิ
จดหมายถึง.....พระคุณเจ้าทุกรูปที่ชอบขอเงินจากญาติโยม
กระผมขอเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความรู้สึกสะเทือนในและอับอายแทนในฐานะพระภิกษุรูปหนึ่งนะครับ เนื่องจากเห็นหลายวัด หลายท่านชอบใช้วิธีหาเงินในหลายรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงชาวบ้านผู้ได้รับใบบอกบุญจากท่านไปว่า “เขาจำต้องให้เพราะความคุ้นเคย ขัดไม่ได้” ทั้งที่เขาเองก็เดือดร้อน เงินในครอบครัวแทบหมุนไม่ทัน
กระผมไม่ใช่รังเกียจเงินนะครับ ส่วนตัวอยากได้เงินมาก อยากทอดผ้าป่าสัก 2557 กอง กองละ 2557 บาท อิอิ เพื่อตั้งเป็นทุนการศึกษาตัวเองโดยเฉพาะ ให้ดีได้สัก 10-20 ล้านด้วยซ้ำจะได้ไปหาที่เรียนดีๆมีคุณภาพในต่างประเทศ .... นี่เป็นเจตจำนงจริงๆ ไม่ได้เอาไปเพื่อจุดประสงค์อื่นเช่นซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัยอวดชาวบ้านเป็นต้น (ปัจจุบันยังใช้โน๊ตบุคเอเซอร์รุ่นแรก ที่จอดับไปแล้ว ต้องเอาจอคอมฯเก่ามาเสียบช่องฉายโปรเจคเตอร์..ประกาศความจน อิอิ) กระผมว่า เหตุผลเรื่องการเรียนนี้ยังดูดีกว่าทุกเหตุผลที่พวกท่านชอบยกมาอ้าง เช่น สร้างโบสถ์ หรืออาคารปฏิบัติธรรมราคา 20 ล้าน แต่ไม่มีคนมาปฏิบัติธรรม (รวมทั้งคนสอนเองก็ไม่เข้าใจเรื่องการปฏิบัติธรรม)ฯลฯ.........
แต่ที่ยังไม่ลงมือเรี่ยไรญาติโยมในตอนนี้เป็นเพราะ....ละอายใจตัวเอง
ครับ (ย้ำๆๆๆๆๆๆๆ) กรณีที่เราบอกว่า หาเงินเพื่อสืบทอดศาสนา...??
สร้างวัตถุมารักษาศาสนา แต่ขณะเดียวกัน เราทำให้คนมีความรู้ระอาใจ
ออกจากพุทธศาสนาไปมากต่อมากครับ ท่านลองฟังสัมภาษณ์ชาวมุสลิม อดีตซึ่งเคยเป็นชาวพุทธต้องเปลี่ยนศาสนาสิครับ ว่าเหตุผลอะไรเขาจึงไม่ศรัทธาพวกเราฯลฯ
กระผมสังเกตว่า ปัจจุบันพระเราพยายามเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเงินหมดแล้ว เราอาจเคยได้ยินคำว่า แปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน......แปลง
ทักษิณให้เป็นทุน (โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง).....และ
แปลงทรัพย์สินให้เป็นบุญ อันหลังนี่น่ากลัวนะครับ เพราะถ้าใช้ดีก็ดีไป
แต่พระหลายท่านก็เอามามอมเมาชาวบ้านว่า
“โยมมีเงินก็ตายเปล่า เอาติดตัวไปไม่ได้ ฉะนั้นวิธีเดียวในการรักษาสมบัติโยมให้ถาวร คือเปลี่ยนเป็นเงินแล้วมาบริจาคอาตมาซะ เพื่อสร้างเป็นบุญ เก็บไปใช้ได้ทุกภพทุกชาติ”...อิอิอิ (ไม่อายบ้างหรอครับ)
เราไม่เพียงแต่สอนเพื่อให้เขาเอาเงินมาให้ แต่เรายอมรับไหมละครับว่า ประเพณีต่างๆที่ยังสืบทอดกันอยู่ก็เพราะ....เราต้องการเงิน
กฐิน...ก็เพื่อต้องการเงิน โดยใช้จีวรเป็นเครื่องมือ
แห่เรือพระ....ก็เพื่อเงิน
หล่อ...แห่...ถวาย...เทียนพรรษา เพื่อ “เงิน” เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทียน เพราะทุกคนรู้ว่าปัจจุบันมีไฟฟ้าใช้ วัดไม่ได้ใช้เทียนเลย (เว้นกรณีวัดกันดารมาก..ซึ่งก็ควรเอาไปถวายตลอดไม่ใช่เฉพาะช่วงพรรษา) หรือวัดที่ใช้ก็จุดทิ้ง เพื่อให้คนสบายใจว่าสิ่งที่เขาถวายมามีคนใช้.... เทียนจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเงินช่วงเข้าพรรษาอีก (ท่านอาจอธิบายว่า เพื่อความสามัคคี...ต้องถามว่า สามัคคีเพื่อ? ไฉนท่านไม่จัดบรรยายธรรมแล้วให้แต่ละองค์กรมาฟังเพื่อความสามัคคีละครับ? คนจะได้ฉลาดขึ้นด้วย)
แท้จริงแล้ว เราไม่เคยเห็นคุณค่าที่แท้จริงของวัฒนธรรมหรอกครับ เพราะหากคิดจะสืบสานวัฒนธรรมจริง น่าจะมีการมาขบคิดกันว่า จะสืบสานวัฒนธรรมอย่างไรให้สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์แก่สังคมมากที่สุดฯลฯ
พระเรามีความโชคดีอยู่อย่างหนึ่งครับ คือพูดอะไรแล้วโยมเขาเชื่อ ต่อให้ไม่เชื่อเขาก็ไม่เถียง เหตุผลเพราะเขากลัวบาป เขาเชื่อในเจตนาของเราว่าต้องดีแน่ๆ กระผมก็เชื่อนะครับว่าหลายท่านที่ออกปากขอเงินชาวบ้านก็มีเจตนาดี แต่ท่านลืมนึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งท่านควรใช้เวลาทบทวนเรื่องนี้ให้
มากเหมือนกันครับ อย่างแรก...การออกปากขอโยม (ต่อให้มาในรูปกระดาษ)
ก็เป็นอาบัติครับ หากโยมไม่ปวาราณาไว้ว่า “ท่านอยากได้อะไรบอกโยมนะ
เดี๋ยวโยมจัดให้” อิอิ ซึ่งคนปวารณามีน้อยคับ
สมเด็จสังฆราชท่านตรัสว่า พระควรอยู่ให้พอดี เหมาะสม
คนที่ทำหน้าที่ตัวเองดีแล้ว สำรวมในศีล สอนธรรมะที่ถูกต้องกับชาวบ้าน
ไม่ต้องแสดงฤทธิ์เดช ปาฏิหาริย์ คนก็เอาของมาดูแลเลี้ยงดู ไม่อดตายแน่ครับ
ส่วนคนที่มันไม่ดีจริง ต้องดิ้นรนหาโน่น หานี่ ประกอบฤทธิ์เดชให้คนเห็น
อันนี้มันแย่และส่งผลเสียต่อพุทธศาสนาในวงกว้างด้วย
กระผมว่า หากเรายังคิดว่า ไม่เป็นไร แจกซองผ้าป่าไป ค่าซอง 5 บาทเอง แต่ผู้ที่ทำบุญมาเยอะกว่า อย่างไรก็ได้กำไรแน่ๆ.....หรือแจ้งบุญไปยังผู้มีจิตศรัทธา ใครไม่ศรัทธาไม่ไม่ต้องทำ ไม่ได้ว่าอะไร นิ่งเฉยไว้ (แต่แจกให้กับทุกคน) แนวคิดแบบนี้ไม่ควรมีอยู่ในตัวพระครับ
ท่านพุทธทาส อธิบายเรื่อง วิหิงสา หรือการเบียดเบียนว่า การเบียดเบียนนี้ต่างจากโทสะหรือประทุษร้าย เพราะโทสะ เราทำด้วยเจตนา แต่วิหึงสา เราทำเพราะไม่จงใจ ลืมมองผลลัพธ์ไป
อกุศลมูล *.........* อกุศลวิตก
โลภะ (โลภ) *.........* กามวิตก
โทสะ (โกรธ) *..........* พยาบาทวิตก
โมหะ (หลง) *........* วิหึงสาวิตก
อันนี้เพื่อต้องการสรุปว่า การเบียดเบียน สามารถทำได้เพียงเพราะเราหลง หรือโง่เขลา การบอกบุญคนอื่น ที่ถือเป็นการบังคับให้เขาต้องทำ (ต่อให้เราไม่มีเจตนาเช่นนั้นก็ตาม) แต่เพราะลืมนึกไปว่า คนที่ได้ซองไปแล้วเขาไม่กล้าปฏิเสธ และจำต้องบริจาคเงินที่เขามีอยู่น้อยแล้ว หรือต่อให้มีเยอะ แต่หากเขาเห็นว่ากิจกรรมนั้นไม่เป็น
ประโยชน์ ไม่มีความปรารถนาจะส่งเสริม แต่ก็ต้องจำใจทำ ....
ซึ่งก็มาเข้ากับดักเราอีก เขาไม่จงใจทำ เลยทำน้อยแค่ 100 เดียว
แต่ซองที่เราแจกไป ราคา 5 บาทเองครับ อิอิ
สรุปคือ อยากให้พวกเราคิดอะไรให้มากกว่าเดิมก่อนจะออกปากขออะไรใคร ถ้าอยากให้โยมเขามีโอกาสทำบุญ เราอาจมารวมตัวกันเพื่อตกลงกันให้ได้ก่อนว่า “อะไรกันแน่คือบุญ ต้องทำที่ไหน ทำกับใคร ทำอย่างไร เมื่อไหร เป็นต้น”
และสิ่งที่พระเราต้องทำมากกว่าคือ การเตรียมตัวเองให้พร้อม ทั้งด้านการศึกษาพระธรรมวินัย และการปฏิบัติ กรณีไม่ได้ทั้งสองอย่างก็เลือกเอา
อย่างหนึ่ง เพราะทราบกันดีว่า คนอาจเก่งไม่เหมือนกัน
เมื่อเราเก่งด้านนั้นแล้ว เดี๋ยวโยมเขาจะเข้ามาหาเราเอง พาเราไปบรรยายธรรม
พาเราไปสอนกัมมัฏฐาน มีตึก/อาคารที่รองรับคนได้เป็นพันครับ เราไม่ต้องหาเงินสร้างเองเลย....แต่หากเราหลงมาสร้างวัตถุเอง ทำเท่าไหร่ก็ไม่จบสิ้นครับ ที่สำคัญ เราลืมพัฒนาตัวเองและไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้สังคมได้จริง (อันนี้เราต้องคิดให้หนักนะครับ)
โยมเองก็ได้โปรดอย่ากลัวบาปที่จะปฏิเสธการทำบุญ บุญในพุทธศาสนานอกจากจะเกิดประโยชน์แก่สังคมแล้ว จะต้องเป็นไปเพื่อชำระใจและสร้างเสริมปัญญาด้วย กระผมไม่ได้ห้ามไม่ให้ใครทำบุญนะครับ เพราะหลายคนเชื่อว่า คนที่ห้ามคนอื่นเป็นมาร....มีแต่ตกนรก อิอิ เพียงแต่อยากขอให้ทุกฝ่ายได้ใช้ปัญญาคิดพิจารณาให้มากกว่าเดิม กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ละเว้นในสิ่งที่จะนำไปสู่การเบียดเบียนสังคมทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นเพราะความช้ำชอกใจเวลาเห็นคนจนต้องบริจาคเงินทำบุญแบบปฏิเสธไม่ได้ครับ
ขอให้ทุกคนโชคดีครับ
ทำบุญปล่อยนก....หลังจากนกได้มาทำรังอยู่ข้างกุฏิราวหนึ่งเดือน มีไข่ 3 ฟอง ปรากฎว่าวันนี้มันได้พาลูกๆบินจากไปโดยสวัสดิภาพแล้ว อิอิ (ห้ามกล่าวสาธุนะ อาตมาไม่ชอบคำนี้เลย เพราะไม่รู้ว่าคนที่ชอบพูด “สาธุ” รู้สึกอย่างไรและคิดอะไรอยู่กันแน่)
เรื่องที่อยากแนะนำคือ ต่อไปหากอยากจะทำบุญเช่นในวันเกิด ไม่ต้องไปซื้อนกในกรงตามตลาดมาปล่อยหรอกครับ เท่ากับไปส่งเสริมธุรกิจพวกจับนก พรากลูกพรากแม่ ปล่อยไป... จับมา...เวียนไปเวียนมาเพื่อสร้างความสบายใจแล้วบอกตัวเองว่าได้ทำบุญ อิอิ หรือไปซื้อปลาที่ทางวัดจัดไว้ให้เพื่อให้คนมาซื้อไปปล่อยต่อ (ทำไมเอ็งซื้อมาแล้วไม่ปล่อยไปเลยว่ะ? ... ยังจะเอาปลามาทำกำไรอีก แล้วบอกโยมว่าได้บุญ????)
วิธีที่จะแนะนำคือ ไม่ต้องไปหาซื้อนกมาปล่อยครับ ถึงวันเกิดรอบหนึ่ง ไปซื้อต้นไม้มีพุ่มมาปลูกไว้รอบๆ
บ้านก็ได้ เช่นพวกต้นไทรเตี้ยๆ ต้นแก้ว ฯลฯ มีตังค์น้อย
ปีหนึ่งก็ซื้อต้นหนึ่ง สมาชิกในบ้านมี 3 คน ปีหนึ่งได้ตั้ง 3 ต้น
สามารถใช้จัดสวนนั่งอ่านหนังสือหรือพักผ่อนหย่อนใจในบริเวณบ้านโดยไม่ต้องไปไกลถึงสวนสาธารณะหรือห้างฯ เมื่อมีร่มไม้ เดี๋ยวนกก็จะมาขออาศัยทำรัง เราไม่จำเป็นต้องให้อาหารอะไรเลย เพียงแต่อาจต้องคอยไล่พวกแมวเป็นต้นไปไกลๆ ราวเดือนหนึ่งลูกมันก็บินได้และจะจากไปเองโดยไม่ต้องไปจับแล้วมาปล่อยออกจากกรงเพื่อถ่ายรูป อิอิอิ
อันนี้น่าจะเป็นการทำบุญที่ลงทุนน้อยและได้บุญจริงนะครับ ลองหันมาทำบุญที่แบบไม่ต้องพึ่งพิธีกรรม แบบไม่ต้องหลอกตัวเองเพื่อความสบายใจและชดเชยกรรมชั่ว ทำอย่างนี้ได้จิตใจเราจะพัฒนาไปสู่การทำบุญได้ทุกรูปแบบและทุกขณะครับ
ธรรมกายที่รัก....ฉันต้องขอโทษจริงๆนะที่มองเธอในแง่ลบมาตลอด
1. ฉันมองว่าเธอชอบประกอบพิธีใหญ่ๆ หรูหรา เพื่อเอาใจผู้คน หวังให้คนศรัทธากับรูปแบบ จากนั้นก็ขูดรีดให้เขาต้องทำบุญหนักๆด้วยเจตนาของเขาเอง แต่วันนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า วัดบ้านนอกที่อยู่แวดล้อมบ้านฉันก็ไม่ได้ต่างไปจากเธอ ต่างประกอบพิธีกรรมแข่งกันเพื่อเรียกศรัทธาคน และหวังเงินบริจาคจากผู้คน เหตุที่เขายังหาเงินได้น้อยไม่ใช่เพราะเขาไม่ต้องการเงิน แต่เขายังมีความสามารถน้อยกว่าเธอ วันหน้าหากวัดเติบโตเจริญขึ้น เขาก็จะเป็นเช่นเดียวกับเธอ ฉะนั้นหากฉันจะกลัวและรังเกียจเธอ ฉันควรหันมาตั้งคำถามกับวัดข้างบ้านฉันด้วยหรือไม่?
2. ฉันเคยมองว่าเธอมัวแต่สร้างภาพ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคนได้จริง แต่เมื่อได้ใกล้ชิดศิษย์ของเธอหลายคน เขาช่างมีอุปนิสัยที่งดงาม น่ารัก ทั้งกิริยาและคำพูด หากนำมาเทียบกับพุทธบริษัทวัดอื่นๆ ฉันว่าเธอช่างมีความสามารถในการอบรมคนจริงๆ แม้พระสงฆ์เองก็มีกิริยาอากัปเรียบร้อย พระของเธอไม่เคยถูกนำไปออกข่าวเรื่องข่มขืนเด็ก แอบหนีเที่ยวตอนกลางคืน เสพยาเสพติดฯลฯ เหมือนวัดอื่น การสร้างภาพของวัดอื่นๆก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอ เดี๋ยวนี้เขาจัดพิธีอะไรกันก็รีบถ่ายภาพแชร์กันจนเกลื่อนโลกออนไลน์ ฉะนั้นหากให้ฉันรังเกียจเธอ ต่อไปฉันคงต้องตั้งคำถามกับวัดข้างบ้านฉันก่อน
3. ทุกคนมองว่าเธอให้ความสำคัญกับเงินเป็นหลัก ฉันเข้าใจว่าเป็นเพราะองค์กรของเธอใหญ่ จำต้องเลี้ยงดูคนมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนโครงการใหญ่ๆให้ดำเนินไปได้ ซึ่งพอหันกลับมาดูพระข้างบ้านฉันที่วันๆเอาแต่นั่งด่าเธอเรื่องเงิน ถึงคราววันที่ 22 เมษายน เขาก็ยังรับนิมนต์ไปวัดเธอเพื่อรับเงิน 5,000 บาท (ฉันเองก็เคยไปเอาเงินเธอมาเหมือนกัน อิอิ) ฉะนั้น หากจะว่าเธอโลภ ฉันควรตั้งคำถามกับตัวฉันเองและพระที่ว่าเธอด้วยเหมือนกัน
4. หากพูดเรื่องอวดคุณวิเศษ... สิ่งที่เธอทำบ่อยคือ
ทายว่าคนตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน ซึ่งขอพูดตามตรงว่า
ฉันไม่เชื่อเธอและคิดว่าหลายคนก็เป็นเหมือนกัน แต่ประโยชน์ของเธอก็มีอยู่ตรงที่เธอชี้แจงว่า เพราะอะไรเขาจึงต้องไปเกิดเช่นนั้น สิ่งที่เธอนำมาอธิบายก็เป็นไปตามพระไตรปิฎกหรืออรรถถา ทำให้คนได้คิดหรือตระหนักบ้างเพื่อ
เตรียมการสำหรับตัวเอง ส่วนพระข้างบ้านฉัน แท้จริงก็ไม่ได้ต่างไปจากเธอ
ทำตัวเป็นอรหันต์ ขลังศักดิ์สิทธิ์ (ซึ่งเธอไม่เคยทำ)
สร้างวัตถุที่เต็มไปด้วยอำนาจคุ้มครองดลบันดาลขึ้นมาขายผู้คน ประกาศว่าตนสามารถล้างเคราะห์กรรม สร้างชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองให้ผู้คน ท่านเหล่านี้ต่อให้ไม่พูดโอ้อวดว่าเป็นอริยบุคคล แต่การสร้างวัตถุวิเศษ ขึ้นมาผ่านพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เท่ากับยืนยันความวิเศษของเขาไปโดยอัตโนมัติหรือไม่ ซึ่งหากฉันจะด่าเธอว่า ชอบอวดคุณวิเศษ ฉันก็ควรย้อนดูพระข้างบ้านฉันเหมือนกัน
5. ฉันเคยมองว่า เธอส่งเสริมการศึกษา (ปริยัติ) แต่เพียงเปลือกนอก ปั้นพระที่มีความรู้เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่องค์กร แต่ตอนนี้ เธอก็ทำให้ฉันเห็นว่า พระจากสำนักเธอจบการศึกษาบาลีปีละหลายรูป การศึกษาทางโลกก็ไม่น้อย ซึ่งต่อให้เชื่อว่าเขาถูกเธอล้างสมอง
ไม่ให้มองเห็นเหตุผล และความเป็นจริงของพุทธศาสนา
ก็ไม่ควรยกความผิดนี้ให้กับเธอ แต่ต้องพิจารณาว่า
ทำไมหลักสูตรบาลีและนักธรรมไม่สามารถปั้นคนให้เป็นสัมมาทิฏฐิและมีอุดมการณ์ที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาได้ และหากต้องแก้ ก็ต้องแก้ที่ตัวหลักสูตร/หนังสือเรียน แต่อย่างน้อย เธอก็ยังทำงานด้านส่งเสริมการศึกษาได้ดีกว่าวัดข้างบ้านฉันที่หาพระมาปั้นไม่ค่อยได้ หามาแล้วก็ประสบความสำเร็จน้อย สำเร็จแล้วก็สึกออกไปทำงานทางโลก หรือต่อให้ไม่สึกก็ไม่ได้ใช้ธรรมะที่เรียนมาสั่งสอนผู้คนเลย เมื่อเธอทำงานได้ดีกว่าคนอื่นๆ ทำไมฉันจะต้องด่าเธออีกล่ะ?
6. ฉันเคยมองว่า การทำสมาธิในรูปแบบของเธอเป็นสมถะ มัวแต่ให้คนนั่งเพ่งดวงแก้ว ระลึกอยู่ที่ศูนย์กลางกาย แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สมถะไม่ดี เพราะมันสามารถใช้เป็นฐานขึ้นสู่วิปัสสนาได้ หากเทียบจิตใจที่ฟุ้งซ่านกับจิตสงบที่ผ่านการฝึกบ้าง อย่างไรเสียจิตสงบย่อมดีกว่าเสมอ เธอฝึกคนให้รู้จักแบ่งปันให้ทาน รักษาศีล และทำภาวนาในเบื้องต้น คนที่ฉลาดย่อมต้องหาทางต่อยอดการภาวนาของตนเองได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับวัดข้างบ้านฉัน ไม่ได้ให้ความรู้เหมือนกับเธอ ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่มีความรู้เอง จะพูดเรื่องการให้ทานแบบลงรายละเอียดก็ไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านมีศีลก็ไม่ได้ ส่วนภาวนา ก็มีทั้งพุทโธ จับลมหายใจแบบไม่ต้องบริกรรม หรือพองหนอ-ยุบหนอ...ซึ่งฉันเข้าใจว่า หากไม่ให้ความรู้เรื่องภาวนากันแบบสมบูรณ์ สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปทำกันอยู่ก็คงเป็นสมถะไม่ต่างจากเธอแน่
ปัจจุบันมีคนด่าเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ตัดต่อภาพที่น่าเกลียดเพื่อโจมตีเธอ หลายคนเมื่อรู้ว่าอะไรเป็นโครงการของ
เธอ เช่น อบรมจริยธรรม มารยาท บวชพระสงฆ์ หรือปฏิบัติธรรม
เขาก็รีบปฏิเสธกันทันที ซึ่งฉันเห็นว่า เขามีอคติกับเธอแบบสุดขั้วจนลืมตั้งคำถามกับพระสงฆ์คณะอื่นๆไปเสีย เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่คนบ้านเรา รวมทั้งฉันเอง ไม่ได้ถูกสอนให้รู้จักคิดแยกแยะเหตุผลแบบไม่ต้องขึ้นกับบุคคลหรือสำนักได้ เราเห็นอันหนึ่งผิด เราก็จงเกลียดจงชังมันและรีบไปมองว่า สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อันนั้นถูกหมด แต่ฉันก็เห็นว่าเธอเลือกแก้ปัญหาในทางที่ถูกต้องแล้ว คือใช้ความสงบเข้าว่า ใครว่าอย่างไรก็ปล่อยไป เธอก็มุ่งทำงานของเธอต่อไป วิธีนี้เองที่จะทำให้เธอขับเคลื่อนงานไปได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ สุดท้าย ฉันขอเป็นกำลังใจให้เธอนะ.....ธรรมกายที่รัก
ชาวพุทธปลอม....
ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวาน หลังซื้อตั๋วรถและต้องยืนรอเนื่องจากไม่มีที่นั่งว่างเลย หลายคนที่นั่งกันอยู่ก็ไม่ลุกให้พระนั่ง จนเวลาผ่านไปราว 5 นาที ผู้หญิงคนหนึ่งก็ยกเก้าอี้มาให้ .... อาจเป็นเพราะรอดูความเสียสละของคนอื่น หรือ ตนเองกลัวจะถูกมองว่าพวกทำดีเอาหน้า ฯลฯ เลยต้องใช้เวลาตัดสินใจนานหน่อย ซึ่งอาตมาก็รับเพราะไม่อยากปฏิเสธแก
จริงๆแล้ว อาตมาไม่เคยมองว่าคนที่ไม่ยกเก้าอี้มาให้พระนั่งเป็นคนพุทธปลอม ไม่มีศีลธรรม หรือคนที่ยกมาให้เป็นพุทธแท้หรอกครับ เนื่องจากปัจจัยที่ควรเอามาวัดกันน่าจะมีมากกว่านั้น และส่วนตัวแล้ว แม้ตนเป็นพระก็ไม่เคยเรียกร้องให้ตนเองได้รับสิทธิพิเศษหรือถูกปฏิบัติแบบอภิสิทธิชนแต่อย่างใด คนอื่นต้องต่อคิวเพื่อรับบริการ ฉันก็รอได้ คนอื่นที่มาหลังต้องยืน ฉันก็ยืนได้ ไม่เห็นต้องเป็นคนเหนือคนอื่นตรงไหน (ซึ่งการเป็นพระน่าจะเกิดจากสำนึกและการปฏิบัติตามธรรมวินัยของเราเองมากกว่า ไม่ใช่การต้องให้คนอื่นปฏิบัติดีต่อเรา กราบไหว้เราแล้วจึงจะรู้สึกว่าตนเป็นพระ)
จากการมีโอกาสสอนคนมาเป็น 10 ปี เนื่องจากไม่ได้สอนให้คนเชื่อ และไม่เคยหยิบยกประเด็นอ่อนไหวทางจิตใจมาเป็นตัวนำทาง เช่น ช่วยกันเชิดชูพระคุณแม่ พ่อแม่ทุกคนเป็นคนสุดประเสริฐ คำพูดของท่านทุกคำล้วนมีคุณค่าฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นความจริง (บางครั้งจับผิดได้ทุกประโยคเลย) พ่อแม่ไม่ได้ดีทุกคน คำพูดบางคำออกมาด้วยความเกลียดชังคนอื่น อิจฉาริษยา พฤติกรรมการแต่งตัวหลายครั้งก็เป็นไปในทางยั่วยวนกามารมณ์แม้จะแก่จนมีลูกแล้วฯลฯ
“การมาสะเทือนใจกับพระคุณเหล่านี้จึงไม่ได้เกิดจากปัญญาที่แยกแยะเห็นความจริง เป็นแต่เพียงการพูดโน้มน้าวใจให้คนเห็นตามตนเอง เขาไม่ได้เห็นความจริงด้วยปัญญา แต่เห็นตามที่เราพูดให้เชื่อ แม่เล่นการพนัน แต่เราบอกว่าแม่เป็นคนสุดประเสริฐ เขาก็เชื่อ..เหมือนคนถูกสะกดจิต เมื่อเขาร้องไห้ ก็ถือว่าตนประสบความสำเร็จ”... อาตมาไม่ได้บอกว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนเป็นคนดีเลยนะ แต่ต้องชี้แจงให้เด็กเห็นความจริง ซึ่งต่อให้พ่อแม่เขาชั่ว เราจะสอนเด็กอย่างไรให้เขายังรักพ่อแม่ ดูแลพ่อแม่และพยายามหาวิธีการให้ท่านกลับมาเป็นคนดีได้ นี่เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าการมานั่งหาคำพูดสวยๆเพื่อประโลมโลก
การเข้าไปสอนในโรงเรียนซึ่งมีเด็กประมาณ 100 คน (2 ห้อง) ปรากฎว่า มีเด็กประมาณ 3 คนเท่านั้นที่สามารถพัฒนาระบบความคิด ยึดโยงเรื่องเหตุผลเป็นต้นขึ้นมาได้ วัดผลจากการที่เราซักคำถามให้เขาตอบ และคำตอบที่ไม่วางอยู่บนความเชื่อ ความงมงาย ... เขาสามารถคิดหาคำตอบให้แก่ตนเองในเรื่องอื่นๆได้อีกด้วย นี่จึงเป็นการพัฒนาคนเพื่อให้เขาพึ่งตนเองได้จริงๆ ซึ่งเด็กจำนวนน้อยนี้ ส่วนใหญ่กลับมีมารยาทที่ไม่ดีนัก
(หากวัดตามมารยาทไทย) ใช้คำพูด(สรรพนามฯลฯ)ไม่เป็น ชอบถามแบบไม่รีรอ
ไม่เกรงใจ เกรงกลัวต่อระบบศรัทธา และดูผิวเผินเหมือนคนไม่มีศาสนา (แต่สุดท้าย การช่วยให้เขาคิด แยกแยะ......เขาก็ข้ามพ้นความงมงายไปได้)
ในทางตรงกันข้าม คนที่เคารพพระอย่างมาก มีมารยาทดีมาก หลายคนกราบเท้าเราเลยเพราะเห็นว่าเราสอนให้เขารู้จักศาสนา ความจริง หรือบางคนก็ทึ่งกับความสามารถเรา แต่สิ่งพบคือ คนเหล่านี้ยังมีความเชื่องมงาย ดูเหมือนเขาเข้าใจเหตุผลที่เราอธิบายแล้วแต่จริงๆก็ไม่ หลายคนเถียงกับเราจนตัวเองไม่มีเหตุผลมาอ้างแล้ว ความงมงายทุกอย่างถูกกำจัดไปในบทสนทนาแล้ว ยอมยุติการพูดเพราะเห็นว่าเราชี้แจงได้ชัดเจนแล้ว แต่สุดท้ายก็พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่
ตนเคยทำมาเหมือนเดิม (คราวหน้าถกกันก็พูดเรื่องเดิม
เหตุผลเดิม.....เสียเวลาว่ะ ความจำเอ็งเสื่อมหรือไงว่ะ อิอิ) การมากราบเท้า
ยกมือไหว้ บริจาคเงินมากๆ หรือมีพฤติกรรมอย่างอื่นที่เชื่อกันว่าเป็นพุทธแท้ของคนเหล่านี้กลับไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากเราต้องการสอนให้เขาคิดเป็น พึ่งตนเองได้
สรุปคือ อาตมาไม่ขอสรุปว่า ไม่รู้ว่าเราควรมองชาวพุทธแบบไหนว่าแท้ หรือ ปลอม ใช้อะไรเป็นเครื่องมือวัดกันแน่ และสิ่งที่ควรคิดต่อคือ.. เราควรส่งเสริมให้คนพุทธเป็นอย่างไร ด้วยวิธีการใดกันแน่
สวดใหม่เพื่อสงเคราห์โยม.....หลวงพี่ที่เป็นเพื่อนกันรูปหนึ่งเพิ่งบวชได้ไม่กี่เดือน แต่สวดอภิธรรมคล่องแล้วเนื่องจากเป็นการบวชครั้งที่สอง ท่านเล่าให้ฟังเป็นเชิงถามว่า หลังจากจับสายสิญจ์สวดอนิจจาเสร็จแล้ว ลาพระเสร็จพิธี ท่านเดินไปข้างโลงศพเห็นว่า สายสิญจ์ยังไม่ผูกติดกับโลง ท่านก็เป็นกังวลว่า...ควรบอกเจ้าภาพหรือไม่ หรือบุญกุศลที่อุทิศไปจะสำเร็จหรือไม่ ก็อธิบายให้ท่านฟังไปว่าไม่เป็นไรหรอก พิธิกรรมเป็นเรื่องของการจัดแสดง การอุทิศบุญก็เป็นอีกอย่าง แถมได้บุญหรือไม่ก็อีกอย่าง...
คิดว่าท่านเข้าใจแล้ว สุดท้ายท่านก็ไปหาพระรูปอื่านๆที่เป็นเถระเพื่ออยากได้คำตอบตามที่ต้องการ...เพื่ออยากให้มีการสวดสองรอบนั่นคือนิมนต์พระสองชุดในคืนต่อไป...ช่างโชคดีที่พระอื่นๆยังอยากวงเคราะห์ญาติโยมแบบไม่เบียดเบียนเขา เลยไม่มีใครเอาด้วยกับท่านรูปนี้
การได้สองซองจึงสิ้นหวังไป ซึ่งถ้าท่านสามารถหาคนที่เห็นด้วยได้ และไปบอกเจ้าภาพ เชื่อว่าเขาก็พร้อมจะนิมนต์พระชดเชยคืนก่อนอีกแน่ เพราะเขาอยากให้ผู้ตายได้บุญเต็มที่ อิอิอิ
น่าแปลกเหมือนกันว่า ทำไมปัจจุบันการศึกษาพุทธศาสนาแบบมีเหตุผลก็โตมากแล้ว แต่ก็น้อยคนที่จะข้ามพิธีกรรม ที่เสียเวลาไร้สาระนี้ไปได้ อิอิ ไม่มีใครปฏิเสธการสวดศพเพราะกลัวตกนรก เนื่องจากไม่มีพระไปส่งบุญให้....อิอิ